ยักษ์ใหญ่รุมทึ้งอีคอมเมิร์ซไทยเดือดพล่าน
สมรภูมิอีคอมเมิร์ซไทยเดือด ยักษ์ใหญ่รุมทึ้งเค้ก 2.5 ล้านล้าน
ตลาดอีคอมเมิร์ซเมืองไทยที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 2.24 ล้านล้านบาทในปีนี้ ได้กลายเป็นสนามรบของยักษ์อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่ดาหน้าเข้ามาชิงเค้กกันอย่างคึกคัก เพราะมองเห็นอนาคตสดใสจากการเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 20%
ล่าสุด JD.com บริษัทด้านอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนและเป็นธุรกิจค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในเชิงของรายได้กลุ่ม และ JD Finance บริษัทฟินเทคชั้นนำของประเทศจีน ได้ประกาศปีกธงตลาดอีคอมเมิร์ซและฟินเทคเมืองไทย ด้วยการร่วมทุนกับกลุ่มเซ็นทรัลผู้นำธุรกิจค้าปลีกของประเทศไทย ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 500ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 1.65 หมื่นล้านบาทเพื่อเปิดตัว 2 ธุรกิจร่วมในประเทศไทยด้านอีคอมเมิร์ซ และฟินเทค
ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ เงินทุนครึ่งหนึ่งจะมาจากกลุ่มเซ็นทรัล และส่วนที่เหลือจะมาจาก JD.com และ JD Finance รวมถึง Provident Capital (โพรวิเดนท์ แคปปิตอล) ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านกลยุทธ์ของ JD.com ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอินโดนีเซีย

การเปิดตัวธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซ และฟินเทคในครั้งนี้ กลุ่มเซ็นทรัลจะนำความแข็งแกร่งในด้านธุรกิจค้าปลีก ที่มีเครือข่ายร้านค้า (physical stores network)ที่สมบูรณ์ที่สุด พร้อมรองรับการให้บริการแบบออมนิแชแนล (Omnichannel) และการชำระเงินที่สะดวกขึ้นด้วยทางเลือกที่หลากหลาย รวมถึงใช้แบรนด์และความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้า และความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับวงการค้าปลีกจากฐานลูกค้า The 1 card มาพลิกโฉมธุรกิจอีคอมเมิร์ซของไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า รวมไปถึงพัฒนาการเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัลในด้านออมนิแชแนลผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใหม่นี้
ขณะที่ JD.com จะนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ และด้านโลจิสติกส์ มาเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในครั้งนี้ ส่วนความร่วมมือด้านบริการฟินเทคนั้นจะต่อยอดจากความรู้เชิงลึกด้านเทคโนโลยีทางการเงินของ JD Finance รวมไปถึงประสบการณ์การพัฒนาบริการฟินเทคที่ง่ายต่อการใช้งานในตลาดใหม่ (Developing Markets), การใช้ AI (Artificial Intelligence), เทคโนโลยีคลาวด์ และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ทันสมัย
ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เผยว่า JD ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง และศักยภาพของบริษัทในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ในประเทศจีน จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะเลือก JD มาเป็นพันธมิตรด้านอีคอมเมิร์ซกับกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อต่อยอดให้ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยเติบโตยิ่งๆขึ้นไป เนื่องจากปัจจุบันจำนวนคนไทยที่ใช้สมาร์ทโฟนมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้การใช้จ่ายสูงขึ้น และตลาดอีคอมเมิร์ซก็มีโอกาสในการเติบโตอย่างรวดเร็วมากขึ้นด้วย ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกในการซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้คนไทยหันมาช้อปออนไลน์กันมากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัลในการขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการค้าปลีกออนไลน์ของประเทศไทยอย่างแท้จริง

ด้าน ริชาร์ด หลิว ประธานและซีอีโอของ JD.com กล่าวว่า ประเทศไทยมีประชากรจำนวนมาก ประกอบกับมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และเครือข่ายด้านโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาบริการด้านอีคอมเมิร์ซ และฟินเทคเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้การได้ร่วมงานกับกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกของประเทศไทยที่มีห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าทั่วประเทศ ก็ช่วยเสริมศักยภาพและเป็นประโยชน์ต่อการขยายธุรกิจสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
ก่อนหน้านี้ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า อีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเป็นตลาดที่ยักษ์อีคอมเมิร์ซให้ความสนใจเพราะมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง จากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การใช้สมาร์มโฟนเพิ่มขึ้น และการช็อปปิ้งออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการในตลาดอีคอมเมิร์ซระดับโลกต้องเข้ามาทำตลาด

ก่อนหน้าจะเห็นได้ว่า บรรดายักษ์อีคอมเมิร์ซระดับโลกต่างพาเหรดเข้ามาทำตลาดไทยกันเกือบครบหน้า ไม่ว่าจะเป็น อาลีบาบา ลาซาด้า อีเลฟเว่นสตรีท รวมถึงอเมซอนที่เริ่มกรุยทางในอาเซียนด้วยการตั้ง Amazon Global Selling ที่สิงคโปร์ และเริ่มผนึกกำลังกับพันธมิตรในไทยแล้ว ขณะที่โซเชียลคอมเมิร์ซอย่างไลน์และเฟซบุ๊คก็เร่งโหมทำตลาดมากขึ้นต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้ บอกได้ว่า เวทีอีคอมเมิร์ซไทย จะกลายเป็นของยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ที่น่าเป็นห่วงคือ อีคอมเมิร์ซสายพันธุ์ไทยที่ต้องเร่งปรับตัวรับการแข่งขันกับทุนสายป่านแน่นปึ้กข้ามชาติ แต่ที่ได้อานิสงค์คงหนีไม่พ้นผู้บริโภคที่มีทางเลือกมากขึ้นนั่นเอง



