ColumnistIT & Digital

วงจรชีวิตเทคโนโลยี

วงจรชีวิตเทคโนโลยี

โดย ชัชวาล สังคีตตระการ

ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค)

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปร่วมเป็นกรรมการตัดสินผลงานนักเรียนนักศึกษาระดับประเทศในงาน Thailand IT Festival Contest 2019 ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ถือเป็นงานที่รวบรวมผลงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในหลากหลายสาขา เช่น สุขภาพ การศึกษา การเรียนการสอน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ รวมถึงด้านที่กำลังร้อนแรงอย่างปัญญาประดิษฐ์ ฯลฯ

การได้เดินดูงานของน้องนักเรียนนักศึกษาในแต่ละปี ทำให้เรามองเห็นกระแสความสนใจที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา นอกจากนั้น สิ่งที่มองเห็นอีกมุมหนึ่ง คือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

หลายเทคโนโลยีที่เคยเป็นที่นิยมในอดีต อาจลาลับไปจากโลกนี้ เนื่องจากไม่เหมาะสมกับบริบทที่แปรเปลี่ยน เช่น โทรเลขซึ่งเคยเป็นเทคโนโลยีที่รวดเร็วในอดีต ประเทศไทยเราก็ใช้เทคโนโลยีนี้มานับร้อยปี สุดท้ายก็ต้านทานกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ไหว ปัจจุบันถูกยกเลิกการใช้งานไปอย่างสมบูรณ์ เมื่อมีโทรศัพท์เกิดขึ้นมา แม้ในช่วงแรกราคาจะสูงมาก แต่สุดท้ายเมื่อเทคโนโลยีถูกพัฒนาจนคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายด้วยราคาที่เอื้อมถึง เทคโนโลยีเก่าเดิมที่มีมาก็ต้องพ่ายแพ้และตายไปในที่สุด โทรศัพท์บ้านก็ถูกโทรศัพท์มือถือล้มล้างจนแทบไม่เหลือบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน

ในขณะเดียวกัน ทุกวันนี้เมื่อประสิทธิภาพของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตดีขึ้นมาก ในราคาที่แสนถูก ทำให้ผู้คนเริ่มโทรถึงกันผ่านทางแอพพลิเคชันแทนที่จะโทรผ่านเครือข่ายโทรศัพท์จริง

ผมเชื่อว่ามีท่านผู้อ่านมากมายที่มีพฤติกรรมคล้ายผมคือ เราโทรถึงกันน้อยลง เนื่องด้วยเราสื่อสารกันผ่านช่องทางอื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นสังคมออนไลน์ (Social Network) หรือโปรแกรมสนทนา (Chat Application) ถึงจะโทรหากันก็ผ่านโปรแกรมเหล่านี้อยู่ดี ดังนั้นแพคเกจค่าโทรที่ทางค่ายมือถือให้มาในแต่ละเดือนรวมแล้วนับพันนาที ถูกใช้ไปไม่ถึง 30 นาทีเลย แต่ถามว่า ผู้คนติดต่อสื่อสารกันน้อยลงหรือไม่ คำตอบคือไม่ครับ เรายังสื่อสารถึงกันเหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ด้วยเพราะช่องทางสื่อสารปัจจุบันสะดวกสบายกว่าในอดีตหลายเท่าตัว

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือพฤติกรรมที่ผันแปรไปตามกาลเวลาและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง เหมือนครั้งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าคนเข้าร้านหนังสือกันน้อยลง เข้าห้องสมุดกันน้อยลง หมายความว่าคนอ่านหนังสือกันน้อยลงหรือไม่ คำตอบก็เช่นเดียวกันคือ ไม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือพฤติกรรมและบริบทแวดล้อมต่างหาก

เทคโนโลยีก็มีวงจรชีวิตครับ เราเรียก Technology Life Cycle (TLC) แบ่งออกเป็น 4 ช่วง ช่วงแรก คือ ช่วงวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เป็นช่วงที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทดสอบ ทดลอง ทั้งตัวเทคโนโลยีเอง รวมไปถึงตลาดและความต้องการของผู้คนด้วย อาจต้องใช้เวลาและการลงทุนลงแรงไปค่อนข้างมาก

แต่เมื่อเทคโนโลยีเริ่มมีศักยภาพเพียงพอในระดับหนึ่ง ตลาดเริ่มเกิดความต้องการ ก็จะเข้าสู่ช่วงที่สอง คือ ช่วงพุ่งทะยาน (Ascent) คือช่วงที่เทคโนโลยีเริ่มเป็นที่รู้จัก ความต้องการ ความคาดหวังก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เป็นช่วงที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ต้องรวดเร็วทันสถานการณ์อยู่เสมอ เพื่อให้เก็บเกี่ยวดอกผลที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่

ช่วงดังกล่าวนี้ จะสั้นหรือยาวเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความสำคัญของเทคโนโลยีนั้น ยิ่งมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่จะขาดเสียไม่ได้ด้วยแล้ว ช่วงนี้ก็จะยิ่งทอดยาวออกไป แต่เมื่อความเจริญรุ่งเรืองนี้ดำเนินไปจนสุดทาง ก็จะถึงจุดที่แรงพุ่งทะยานเริ่มแผ่ว การเติบโตเริ่มลดลงก็ถือว่าเข้าสู่ช่วงอิ่มตัว (Mature) ถ้าเป็นสัตว์ก็คงเรียกช่วงนี้ว่าช่วงโตเต็มวัยแล้วนั่นเอง ความคาดหวังความต้องการของตลาดก็เริ่มนิ่ง ทรงตัว แม้มีการกระตุ้นก็อาจกระเตื้องบ้าง แต่ก็จะกลับไปนิ่งอีกเหมือนเดิม ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในพิสัยแคบๆ เหมือนฟันปลา หากประคับประคองให้ดีก็อาจยื้อชีวิตออกไปได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อไปจนเต็มที่แล้วก็จะเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิตเทคโนโลยี คือช่วงถดถอย (Decline) เพิ่มแรงกระตุ้นไปเท่าไรก็ไม่กระเตื้องอีกต่อไป การเติบโตติดลบ ความต้องการของตลาดลดลงเรื่อยๆ จนหมดความต้องการ หมดความสำคัญและตายไปในที่สุด

หากท่านผู้อ่านลองหลับตานึกถึงภาพของการเกิดขึ้น การเติบโตและการดับสิ้นไปของเทคโนโลยีดังที่ผมได้เล่าไป จะเห็นว่าหากตีออกมาเป็นเส้นกราฟ ชีวิตของเทคโนโลยีก็จะมีรูปร่างคล้ายกับตัว S ในภาษาอังกฤษ เราจึงมักเรียกวงจรชีวิตนี้ว่า S-Curve หรือเส้นโค้งรูปตัวเอส และทุกเทคโนโลยีก็จะมีลักษณะเช่นเดียวกันนี้ครับ

ไม่เพียงแต่เทคโนโลยีเท่านั้นที่จะมีลักษณะวงจรชีวิตเป็น S-Curve วงจรชีวิตสินค้าผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) รวมถึงวงจรชีวิตของธุรกิจ (Business Life Cycle) ก็มีลักษณะเป็น S-Curve ทั้งสิ้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม หากต้องการให้ยืนหยัดได้อย่างยั่งยืน ก็ต้องสร้าง S ตัวใหม่ที่ต่อยอดที่ดีกว่าออกมาและผลักดันสู่ตลาด รองรับก่อนที่ S ตัวที่มีอยู่จะสิ้นอายุขัยไป ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยปรัชญาหรือจุดมุ่งหมายสูงสุดที่เป็นเหตุผลในการสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ตราบเท่าที่ยังคงเป็นคุณค่าที่ตอบความต้องการของผู้คนได้อย่างแท้จริง ผมเชื่อมั่นว่า เราจะสามารถสร้าง S ตัวใหม่ขึ้นมาได้ตัวแล้วตัวเล่าครับ

Related Articles

Back to top button