พีพีกรุ๊ป ส่ง“ลองฌอมป์” ประเดิมออนไลน์
จากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทยที่นับวันเติบโตต่อเนื่อง โดยล่าสุดข้อมูลจากบริษัท เอ็น.ซี.ซี.เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด (นีโอ) ในฐานะผู้จัดงาน e-Biz Expo Asia 2018 (ครั้งที่ 4) เปิดเผยว่า ในปี 2560 ประมาณการณ์มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 2,812,592.03 ล้านบาท โดยเป็นประเภท B2B มูลค่ากว่า 1,675,182.23 ล้านบาท และประเภท B2C มีมูลค่ากว่า 812,612.68 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นมูลค่า B2C สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากซึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนและส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลจากภาครัฐ และพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตของคนไทย มีการใช้เฉลี่ยในวันธรรมดา ประมาณ 6 ชั่วโมง 30 นาที / วัน และช่วงวันหยุดประมาณ 6 ชั่วโมง 48 นาที / วัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่เฉลี่ยอยู่ 6 ชั่วโมง 24 นาที
แนวโน้มดังกล่าว ทำให้พีพี กรุ๊ป ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ Céline (เซลีน), Emilio Pucci (เอมิลิโอ ปุชชี่), Givenchy (จีวองชี่), Loewe (โลเอเว่), Longchamp (ลองฌอมป์), MCM (เอ็มซีเอ็ม), Roger Viiver (โรเฌร์ วิวิเยร์), Tod’s (ท็อดส์) และ Tory Burch (ทอรี่ เบิร์ช) รุกหนักในรอบ 15 ปีด้วยการด้วยการส่ง สินค้าแบรนด์หลักอย่าง Longchamp เข้าสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เปิดกิจการ

สุวดี พึ่งบุญพระ ประธานกรรมการ พีพีกรุ๊ป บอกว่า จากการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาตลอดระยะเวลา 15 ปี บริษัทมีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง นับจากปี 2546 และได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเข้าแบรนด์ชั้นนำต่างๆ โดยปัจจุบันมีแบรนด์ภายใต้การบริหารทั้งสิ้น 9 แบรนด์ และไม่เคยหยุดยั้งที่จะพัฒนารูปแบบของบริการให้สอดคล้องกับยุคสมัย รวมถึงนำสินค้าใหม่เข้ามาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด
กลยุทธ์ในปี 2561 จะขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลักที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประกอบด้วย
1.Loyalty program ของพีพีกรุ๊ป เน้นการทำ CRM กับลูกค้า VIP
2.แบรนด์ใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้
และ 3.การเข้าสู่การขายออนไลน์หรือ e-commerce อย่างเป็นทางการของแบรนด์ Longchamp”
ในส่วนของ Loyalty Program ได้เริ่มดำเนินงานมาก่อนแล้ว โดยเฉพาะการทำ CRM ของแต่ละแบรนด์ ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ และพัฒนาการทำตลาดให้ดียิ่งขึ้น โดยการดึงข้อมูลลูกค้าของทุกแบรนด์ในเครือ มาเป็นส่วนกลางเพื่อให้เห็นพฤติกรรมลูกค้าในภาพกว้างขึ้น โดยแบ่งลูกค้าเป็น 2 ประเภทคือลูกค้า PP Pearl และ ลูกค้า PP Pure ตามยอดซื้อสะสมของลูกค้าภายใน 1 ปี
กลยุทธ์ที่ 2 การเปิดตัวแบรนด์ใหม่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตฟอลิโอด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ “Off-white” (ออฟไวท์) เป็นแบรนด์กึ่งสตรีทและไลฟ์สไตล์ ซึ่งจากประสบการณ์ทำธุรกิจแฟชั่นมาหลายปี ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงมาตลอด โดยเฉพาะคนไทยที่เทรนด์ของสตรีทกำลังมาแรง และมีพฤติกรรมหันมาสนใจแฟชั่นมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา
กลยุทธ์ที่ 3 การขยายช่องทางการขายสู่รูปแบบอี-คอมเมิร์ซ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะการหันมาช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีการพัฒนาแพลตฟอร์มมากมาย ในส่วนของพีพีกรุ๊ปเองได้ทดลองขายของทางออนไลน์มาระยะหนึ่งผ่านแบรนด์ Longchamp และ MCM ที่มีการขายผ่านทางแอพลิเคชั่น Line@ ซึ่งเดิมทีเป็นเหมือนการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่ไม่สะดวกมาที่ร้าน จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ พัฒนาช่องทางอี-คอมเมิร์ซอย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ ecommerce IQ ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในปี 2016 มูลค่าการซื้อขายสินค้าอีคอมเมิร์ซของธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย มีมูลค่าสูงถึง 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยธุรกิจแฟชั่นมีมูลค่าประมาณ 390 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 13,650 ล้านบาท และเป็นกลุ่มสินค้าทีมีอัตราการเติบโตสูงถึง 49% จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้ตัดสินใจลงทุนพัฒนาเว็บไซต์ https://onlinestore.ppgroupthailand.com/ โดยเลือก Longchamp มาเป็นแบรนด์แรกในการจัดจำหน่ายทางออนไลน์อย่างเป็นทางการ
ส่วนสาเหตุที่เลือก Longchamp นั้น ผู้บริหารพีพีกรุ๊ป บอกว่า เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ประสบความสำเร็จและอยู่ในตลาดโลกมาครบ 70 ปี นับเป็นโอกาสอันดีที่บริษัทจะเฉลิมฉลองด้วยการขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับตลาดประเทศไทย โดยที่ผ่านมาหากเอ่ยชื่อแบรนด์นี้ก็เป็นที่คุ้นเคยของผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดีแล้ว เนื่องจากอยู่ในตลาดประเทศไทยมากว่า 11 ปี จึงทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้โดยง่ายในช่องทางออนไลน์
พีพี กรุ๊ป มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี แม้ว่าจะมีหลายแบรนด์จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซ แต่บริษัทฯ มีจุดแข็งที่เชื่อว่าจะสร้างแรงดึงดูดผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน ได้แก่ 1. การเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เมื่อซื้อสินค้าจากบริษัทฯ ย่อมมั่นใจได้ว่าเป็นของแท้แน่นอน 2. ระบบบริการที่ลูกค้าในออนไลน์จะได้รับเหมือนกับการซื้อผ่านหน้าร้าน อาทิ การส่งซ่อม, เปลี่ยนสินค้า หรือแม้แต่บริการหลังการขายอื่นๆ 3.สินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่มีแค่เฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น ซึ่งจะถูกปรับเปลี่ยนตามฤดูกาล ระดับราคาของสินค้าเริ่มต้น 4,000-40,000 บาท ซึ่งในส่วนนี้เชื่อว่าจะแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะ Grey Market หรือร้านหิ้ว ขณะที่กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริโภคอายุตั้งแต่ 25-40 ปี ที่มีพฤติกรรมที่ชอบการสั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์

โอฬาร ปุ้ยพันธวงศ์ รองประธานกรรมการ พีพีกรุ๊ป เปิดเผยถึงภาพรวมของบริษัทฯ ในช่วงที่ผ่านมาว่า ถือว่าเป็นปีที่ยากของธุรกิจในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม พีพี กรุ๊ป ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 เทียบกับ 2559 มีอัตราการเติบโตประมาณ 40% ทั้งนี้ โดยเป็นเมื่อเทียบอัตราการเติบโตแบบ Like for Like จะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 20% นอกจากนั้น เป็นผลมาจากการขยายสาขาของ MCM ที่สยามพารากอน Central Embassy และการที่เราเพิ่ม TOD’s เข้ามาในพีพี กรุ๊ป
ส่วนสถานการณ์ในไตรมาสแรกของปี 2561 พบว่ามีอัตราการเติบโตสูงถึง 46.20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีทางเศรษฐกิจ และการจับจ่ายของผู้บริโภคที่ฟื้นตัว ทำให้บริษัทมีความเชื่อมั่นในการลงทุนทางด้านต่างๆ มากขึ้น โดยจัดสรรงบประมาณไว้ 150-200 ล้านบาท สำหรับเงินลงทุนในการสร้างร้าน การตลาดประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการขาย พร้อมตั้งเป้าหมายของยอดขายประมาณ 1,200 ล้านบาท ในสิ้นปี 2561 นี้
“เราเชื่อว่าออนไลน์จะไม่ใช่เป็นเพียงแค่ช่องทางการจำหน่ายสินค้า แต่เปรียบเสมือนอีกหนึ่งหน้าร้านที่สร้างรายได้ให้กับธุรกิจ หลังจากบริหารงานเชิงรุกอีคอมเมิร์ซมากขึ้น ทำให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของคนหมู่มากเพิ่มขึ้น เหมือนกับว่าเรากำลังพูดกับคนทั้งประเทศ แต่จากเดิมเราพูดกับแค่คนในกรุงเทพฯและปริมณฑล เราชื่อว่าจากความสำเร็จของ Longchamp จะเป็นต้นแบบให้แบรนด์อื่นๆในเครือ เริ่มสนใจที่จะเข้ามาซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์พีพี กรุ๊ป” โอฬาร กล่าวทิ้งท้าย



