โควิดระบาดหนัก ‘ปตท.’ ขาดทุน 1,500 ล้านครั้งแรกตั้งแต่เข้าตลาดฯ ออกมาตรการ “ลด-ละ-เลื่อน”
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสแรก ของปี 2563 ว่า มีผลขาดทุนสุทธิ 1,554.36 ล้านบาท หรือกำไรสุทธิลดลง 105.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 29,312.08 ล้านบาท
โดยมีรายงานว่าถือเป็นผลประกอบการรายไตรมาสของ ปตท. ที่ขาดทุนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2544
สำหรับผลการดำเนินงานของปตท. ในไตรมาส 1/63 มีผลขาดทุนสุทธิ 1,554 ล้านบาท ลดลงจากกำไรสุทธิ 29,312 ล้านบาทในไตรมาส 1/62 และกำไรสุทธิ 17,446 ล้านบาท ในไตรมาส 4/62 โดยมียอดขาย 483,567 ล้านบาท ลดลง 12.2% จากงวดปีก่อน และลดลง 13.7% จากไตรมาสก่อน
ขณะที่มีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย, ภาษี, ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย ในไตรมาส 1/63 ที่ 32,385 ล้านบาท ลดลง 59.8% จากไตรมาส 1/62 สาเหตุหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่มีขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในไตรมาส 1/63 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงอย่างมากในสิ้นไตรมาส มาอยู่ที่ 23.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากระดับ 67.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในสิ้นไตรมาส 4/62
ปตท. ระบุว่าผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และสงครามราคาน้ำมัน สำหรับธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม คาดว่าปริมาณขายเฉลี่ยในปีนี้จะต่ำกว่าแผนที่ตั้งไว้ประมาณ 7% จากปริมาณขายที่ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ในภาคไฟฟ้าและปิโตรเคมี
นอกจากนั้น ปตท. ยังได้ออกแนวทางการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายผ่านมาตรการ “ลด-ละ-เลื่อน” ได้แก่ “ลด” ค่าใช้จ่ายและการจ้างงานบุคคลภายนอกโดยเน้นดำเนินงานด้วยตนเองให้มากที่สุด
“ละ” การเดินทางและกิจกรรมที่ไม่จำเป็น
“เลื่อน” การลงทุนที่ไม่เร่งรัดโดยการจัดลำดับความสำคัญของโครงการลงทุน
โดยคาดว่าทั้งกลุ่มปตท.จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และทบทวนปรับลดแผนการลงทุน ในปี 2563 ได้ประมาณ 10-15% ส่วนโครงการลงทุนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เช่น โครงการท่อก๊าซธรรมชาติ เส้นที่ 5 ของ ปตท. และโครงการพลังงานสะอาดของ บมจ.ไทยออยล์ ยังคงดำเนินการตามแผนลงทุนเดิม

ปตท. ยังระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าราคาน้ำมันดิบปี 2563 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 30-40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์ในปี 2563 เฉลี่ยอยู่ที่ 2.0-3.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากปี 2562 จากผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19
อย่างไรก็ตาม กลุ่ม ปตท. เชื่อมั่นว่าจะสามารถนำธุรกิจกลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด และสามารถปรับรูปแบบการดำเนินงานเพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน รวมทั้งวางแผนปรับรูปแบบธุรกิจใหม่ เพื่อให้กลุ่ม ปตท. มีความพร้อมรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจากการประเมินฐานะการเงิน แม้เป็นกรณี Stress case ปตท. และกลุ่ม ปตท. ยังคงสามารถลงทุนตามแผนการลงทุน (committed capital expenditure) 5 ปีตามมาตรการ ลด ละ เลื่อน และสามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ น่าลงทุน (investment grade) และ/หรือสูงกว่า
ทั้งนี้ ปตท. สามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ BBB+ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับประเทศ โดยยังมีสภาพคล่องที่สูงและมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง



