Biznews

เผยโฉม 5 เศรษฐีหลุดทำเนียบคนรวยที่สุดปี 2562

หลังจากที่เราได้เห็นหน้าค่าตาบรรดาอภิมาหาเศรษฐีไทยที่ทางนิตยสาร Forbes Thailand ได้จัดอันดับคนรวยที่สุดของไทยซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีกันไปแล้ว จะเห็นได้ว่ารายชื่อมีการปรับเปลี่ยน และมีเศรษฐี 5 ท่านจากปี 2561 ที่ไม่ติดโผ  เนื่องจากปีนี้ ทำเนียบเศรษฐีไทย 50 อันดับวัดกันที่มูลค่า  565 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นมูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท ดังมีรายนามดังต่อไปนี้  

อันดับ 1 อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์

เศรษฐีผู้สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างเนื้อสร้างตัวจากเด็กติดเกมส์จนก่อร่างสร้างตัวขยายอาณาจักรเถ้าแก่น้อยไปทั่วทั้งในและต่างประเทศอย่างน่าชื่นชม ปัจจุบัน  “ต๊อบ-เถ้าแก่น้อย” ไม่ได้มีสินค้าแค่เถ้าแก่น้อยเท่านั้น แต่ยังขยายไลน์สินค้าใหม่ๆ  มากมาย ล่าสุดคว้าเอ็กซ์คลูซีฟแฟรนไชส์ “ฮิโนยะ” ข้าวแกงกะหรี่ ดีกรีแชมป์ จากญี่ปุ่นมาขยายสาขาในไทย

“ต๊อบ-เถ้าแก่น้อย” เข้ามาติดทำเนียบคนรวยที่สุดของไทยครั้งแรกเมื่อปี 2560 และปี 2561 เขาอยู่ในอันดับที่ 50 ของลิสต์เศรษฐีไทยและน่าจะอายุน้อยที่สุดตั้งแต่มีมา

อย่างไรก็ตาม มาร์เก็ตแคปของหุ้น TKN ลดลงไปในปีที่ผ่านมา โดย ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ได้ลดลงเหลือ 1.55 หมื่นล้านบาท จากสถิติสูงสุดที่ TKN เคยมีมาร์เก็ตแคปสูงถึง 2.88 หมื่นล้านบาท ขณะที่รายได้รวมปี 2561 อยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 8% แต่กำไรสุทธิที่ทำได้ 459 ล้านบาทนั้นลดลงถึง 24%

อันดับ 2.วินัย เตียวสมบูรณ์กิจ

หนึ่งในผู้ประกอบการเนื้อสัตว์ เช่น ไก่ หมู และอาหารสัตว์ เบอร์ต้นของเมืองไทย วินัย เตียวสมบูรณ์กิจ เป็นผู้ก่อตั้ง บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป หรือ TFG ตั้งแต่ปี 2530 เริ่มจากการทำฟาร์มเลี้ยงไก่ที่ จ.ลพบุรี เขาติดลิสต์เศรษฐีไทยครั้งแรกในปี 2560 และเมื่อปี 2561 เขาอยู่ในอันดับ 47

ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป ในปีที่ผ่านมามีรายได้ 2.84 หมื่นล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อนหน้า แต่กำไรสุทธิมูลค่า 645 ล้านบาทนั้นลดฮวบลงถึง 57% และมีมาร์เก็ตแคป ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ที่ 1.77 หมื่นล้านบาท

ปี 2561 เป็นปีที่ไทยฟู้ดส์เผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ ด้วยตลาดในประเทศซึ่งเป็นตลาดหลักมีกำลังซื้ออ่อนลง โดยเฉพาะเนื้อไก่ที่ราคาขายตกลง ท่ามกลางการแข่งขันสูงจากคู่แข่ง บริษัทได้หันไปเร่งขายสินค้าส่งออกทดแทนแต่เศรษฐกิจโลกก็ไม่เป็นใจเช่นกัน จนไทยฟู้ดส์ กรุ๊ปตัดสินใจลดต้นทุนด้วยการเลย์ออฟพนักงานถึง 50% และลดการเช่าชั้นสำนักงานในตึกชินวัตร 3 จาก 3 ชั้นเหลือชั้นเดียว เพื่อช่วยพยุงบริษัทเอาไว้

อันดับ 3. ประณีตศิลป์ วัชรพล

เจ้าของสื่อยักษ์ใหญ่ “ไทยรัฐ” ทั้งในรูปแบบสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ คุณหญิงประณีตศิลป์ติดอันดับเศรษฐีไทยครั้งแรกเมื่อปี 2552 และเคยมีสินทรัพย์สูงสุด 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อปี 2558 ในขณะที่ปีที่ผ่านมาเธออยู่ในอันดับที่ 46 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนั้นก่อตั้งโดย กำพล วัชรพล สามีของเธอผู้จากไปในปี 2539

จากความผันผวนในวงการสื่อเมื่อโลกยุคดิจิทัลดิสรับชั่นดึงผู้อ่านและผู้ชมไปสู่โลกออนไลน์มากขึ้น  ไทยรัฐเป็นหนึ่งในสื่อที่ได้รับผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2561 เครือไทยรัฐได้ประกาศโครงการให้พนักงานลาออกโดยสมัครใจ ซึ่งมีเป้าหมายลดพนักงาน 15% จากทั้งองค์กร

อันดับ 4.สราวุฒิ พรพัฒนารักษ์

เจ้าพ่อครีมเมือกหอยทาก “SnailWhite” ผู้ปั่นกระแสการตลาดจนการใช้ครีมที่ทำจากเมือกหอยทากเกาหลีไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับสาวไทย

สราวุฒิเพิ่งเข้ามาติดทำเนียบคนรวยของไทยในอันดับที่ 45 เป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วนี้เอง เนื่องจาก บริษัท ดู เดย์ ดรีม จำกัด (มหาชน) หรือ DDD เพิ่งเข้าเทรดในตลาดหุ้นไปเมื่อเดือนธันวาคม 2560

แต่ดูเหมือนว่ามนต์ขลังของหุ้นเครื่องประทินโฉมจะลดลงไป เมื่อมาร์เก็ตแคปที่เคยสูงถึง 2.8 หมื่นล้านบาทของหุ้น DDD ลดลงเหลือเพียง 1 หมื่นล้านบาท ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 รายได้รวมของดู เดย์ ดรีม ลดเหลือ 1.3 พันล้านบาทในปี 2561 ปรับลดจากปีก่อนหน้า 23% กำไรสุทธิก็เช่นกัน ปรับลดลง 49% เหลือเพียง 181 ล้านบาท

 

อันดับ 5.สุวิน-ธัญญาภรณ์ ไกรภูเบศ

สองสามีภรรยาแพทย์และพยาบาลผู้ผันตัวมาทำธุรกิจค้าขายเครื่องสำอาง จากร้านเล็กๆ ย่านสยามสแควร์มาเป็นเชนร้านค้า เช่น บิวตี้ บุฟเฟต์, บิวตี้ คอทเทจ ภายใต้ บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเมื่อปี 2555 ทั้งคู่มีรายชื่อติดลิสต์เศรษฐีไทยครั้งแรกเมื่อปี 2561 ในอันดับที่ 40

เช่นเดียวกันกับดู เดย์ ดรีม หุ้น BEAUTY ได้รับผลกระทบสองต่อทั้งจากข่าวการกวาดล้างตลาดค้าส่งเครื่องสำอางไม่ได้มาตรฐานและนักท่องเที่ยวจีนที่ลดจำนวนลง ทำให้รายได้ในปีที่ผ่านมาของบิวตี้ คอมมูนิตี้ลดลง 6% เหลือ 3.5 พันล้านบาท และกำไรสุทธิลดลง 19% เหลือ 992 ล้านบาท ขณะที่มาร์เก็ตแคป ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ของ BEAUTY ลดเหลือ 2.01 หมื่นล้านบาท จากที่เคยพุ่งไปสูงสุดถึง 6.25 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ สุวินยังมั่นใจว่าในระยะยาวบริษัทและสินค้าของเขาจะกลับมาฟื้นตัวเพราะมีเลขที่ อย. อย่างถูกต้อง ส่วนกลยุทธ์ปี 2562 ตลาดภายในประเทศจะเน้นการปรับปรุงร้านค้าให้ทันสมัย ส่วนตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะจีน จะเน้นการทำงานร่วมกับผู้แทนจำหน่ายให้รุกตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์

แม้ว่าเศรษฐีไทยหลายท่านต้องหลุดจากทำเนียบไปในปีนี้ด้วยเหตุผลที่แจกจ่างกันออกไป แต่เชื่อว่าทุกอุปสรรคสามารถก้าวข้ามได้เพียงแต่ต้องใช้เวลาที่เหมาะสม และเราอาจจะได้เห็นชื่อของทั้ง 5 คนนี้กลับมาโลดแล่นบนทำเนียบ Forbes อีกครั้ง

ขอบคุณข้อมูล Forbes Thailand

Related Articles

Back to top button