#SAVE “แหม่มโพธิ์ดำ”
#SAVE “แหม่มโพธิ์ดำ”
ธนก บังผล
เมื่อไม่นานนี้หน้ากากอนามัยกลายเป็นของหายาก ขาดตลาดและมีการกักตุนสินค้าจนราคาขยับสูงถึงกล่องละ 900 บาท หรือตกชิ้นละ 18 บาท จากเดิมที่เคยขายกันทั่วไปแค่ 2.5 บาทเท่านั้น
พ่อค้าแม่ค้าทางออนไลน์บางเจ้าก็ตั้งราคาขายปลีกไว้ชิ้นละ 15-20 บาท
สาเหตุหนึ่งที่วันนี้ราคาหน้ากากอนามัยลดลง เพราะมีการจับกุมผู้กักตุนสินค้าและขายเกินราคา ซึ่งจุดเริ่มต้นนั้นมาจากการเปิดประเด็นของเพจ “แหม่มโพธิ์ดำ” กรณีเสี่ยบอย (นามสมมุติ)ถ่ายคลิปเผยแพร่ในเฟซบุ๊กของตัวเองยืนยันว่ามีหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น พร้อมขายถ้าคนซื้อมีเงิน
ยังจำความรู้สึกของเราวันนั้นได้หรือเปล่าครับ คนทั้งประเทศไม่สามารถหาซื้อหน้ากากอนามัยได้ แต่ปรากฏว่าเสี่ยบอยมีอยู่ในโกดัง 200 ล้านชิ้น
แหม่มโพธิ์ดำ นำโพสต์ของนายบอยมาลงและตั้งข้อสงสัยว่ามีหน้ากากอนามัยจำนวนมากขนาดนี้ได้อย่างไร
ตามข่าวที่ออกมาทุกคนคงพอทราบกันดีว่า เมื่อนายบอยถูกจับก็ให้การกับตำรวจว่าที่โพสต์ไปนั้นโกหก
เรื่องคดีก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมันควรจะดำเนินไปอย่างปกติ คือตรวจค้นสถานที่เป็นโกดังเก็บของ สอบปากคำพยานที่ใกล้ชิด นำบัญชีธนาคารมาดูว่ามีการนำเงินไปเพื่อซื้อสินค้าหรือไม่ ฯลฯ

หากนายบอยโกหก ก็ดำเนินคดีตาม พรบ.คอมฯ เนื่องจากมีการถ่ายคลิปและนำมาเผยแพร่
แต่หากตรวจสอบแล้วพบว่านายบอยให้การเท็จ หมายถึงนายบอยมีหน้ากากอนามัยพร้อมจำหน่ายจริง แม้ไม่ถึง200 ล้านชิ้นตามที่กล่าวอ้าง มีร่องรอยทางธุรกรรมการเงินโยงไปหาใคร จน ทำให้สินค้าไม่สามารถนำออกมาจำหน่ายในตลาดได้
เงินจำนวนไม่น้อยที่ดีลนี้ต้องล่ม ย่อมมีคนขาดทุนยับเยิน
เพราะฉะนั้น นี่อาจเป็นสาเหตุที่มีคนไปแจ้งความให้ดำเนินคดีกับเพจแหม่มโพธิ์ดำ… ผมสันนิษฐานเอาเองนะครับ เนื่องจากคดีนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การนำชื่อสมมุติและการตั้งสันนิษฐานขึ้นมาอธิบายให้เห็นภาพ เป็นทางที่ปลอดภัยที่สุดครับ (ฮา)
แจ้งความให้เอาผิด พรบ.คอมฯ กับแหม่มโพธิ์ดำ ข้อหานำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ
คำถามคือ ใครเป็นผู้เสียหายในคดีหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น ที่ไปแจ้งความ เนื่องจากนายบอยให้การกับตำรวจแล้วว่าโกหก

คำถามต่อมาคือ ทำไมตำรวจถึงรับแจ้งความคดีนี้ ทั้งๆที่กฎหมายก็ชัดเจนว่าต้องดำเนินคดีกับนายบอยอย่างไร และที่ผ่านมาได้มีการสอบปากคำพยาน หาหลักฐานมาโต้แย้งคำให้การของนายบอยหรือไม่
เมื่อส่งสำนวนให้อัยการ แล้วถ้าสมมุติว่าอัยการสั่งไม่ฟ้องละครับ
ผมก็ตั้งข้อสงสัยไปอย่างนั้นเอง จะยกเอากฎหมายขึ้นมาอ้างก็เกรงถูกครหาว่าเข้าข้างเพจแหม่มโพธิ์ดำ
ในความคิดของผมแล้ว อย่างน้อยเพจนี้ก็มีส่วนในการทำให้หน้ากากอนามัยราคาถูกลง เพราะต่อมาก็มีประกาศให้เป็นสินค้าควบคุม
ยิ่งตำรวจจะเรียกแหม่มโพธิ์ดำมารับทราบข้อกล่าวหา ต้องเรียกสติและศักดิ์ศรีของตัวเองก่อนนะครับ

เพราะอาชีพตำรวจ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จะให้ผู้มีอำนาจหรือใครมาใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือ เอากฎหมายมากลั่นแกล้งชาวบ้านนั้น ต้องคิดให้หนัก คิดให้มาก ทำไปได้ไม่คุ้มเสียหรอกครับเชื่อผม
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโรคระบาดชาวบ้านลำบากสาหัสกันทุกหย่อมหญ้า อย่าให้คดีนี้มันห่างไกลจากคำว่ายุติธรรมเลยครับ
ศรัทธาประชาชนเป็นก็สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนฝ่าวิกฤตโควิด-19ไปได้นะครับ