Columnist

มีนัดกับหมอ (2)

มีนัดกับหมอ (2)
โดย ธนก บังผล

ใครมันจะไปคิดว่าอยู่ดีๆจะทรุด จากจุดเริ่มต้นแค่แผลอักเสบเรื้อรังที่นิ้วนางเท้าขวา ก่อนค่อยๆกินขยายวงขึ้นบนหลังเท้าและข้อพับ แล้วลามมาเท้าซ้าย
เหตุเกิดตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว โดยแรกๆก็ไม่ได้เอะใจอะไร ยังรู้สึกว่าเป็นเพราะรองเท้าวิ่งที่ซื้อมาใหม่มันทำให้เท้าอับชื้นหรือเปล่า เวลาผ่านไปเดือนกว่าๆ ชักไม่ใช่ ใส่ยาอะไรก็ไม่ดีขึ้นกลับลุกลามเรื่อยๆ ท่ามกลางข้อสันนิษฐานมากมาย ผมไม่ปฏิเสธน้าๆหรือบรรดาเพื่อนๆของแม่ผู้หวังดี ทั้งยาสมุนไพรพื้นบ้านและยาแผนปัจจุบันสารพัดสูตรทั้งทาและสเปรย์พ่น
รักษากันแบบ “เขาว่าดี” คนนี้เคยเป็น คนนั้นใช้ก็หาย อยู่นาน ระหว่างนั้นไม่ทันสังเกตว่ามีเม็ดเหมือนสิวขึ้นบนศีรษะ สระผมไปผมก็ร่วง คิดแต่ว่าสงสัยผมคงกำลังยาวมันเลยร่วงเยอะให้เห็นเป็นธรรมดา และเพราะไม่มีตาอยู่บนหัวเลยไม่รู้ว่าความพินาศกำลังมาเยือน
1 กุมภาพันธ์ 2560 ก่อนเดินทางไปกรุงเทพฯ ผมเดินเข้าร้านตัดผมที่เล็งมานานแล้วว่าน่าจะเวิร์คที่สุดในตำบล ชี้ไปที่รูปชาคริต แย้มนาม
“เอาสั้นๆแบบนั้นเลย ผมจะเป็นชาคริต” นี่คือคำพูดหลังนั่งบนเบาะ
ไม่เกิน 30 วินาทีระหว่างปัตตาเลี่ยนสัมผัส ช่างตัดผมถามว่า “หัวไปโดนอะไรมา”
ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ ไม่ได้สนใจอะไร ตอบนั่นนู่นนี่ไปเพราะมองไม่เห็นว่ามันแหว่งอย่างไร จนกระทั่งถึงบ้านมาแหวกดู

“@#**&%$%*@#” พอได้เห็นจากกระจกเท่านั้นแหละ ใจก็ร่วงอยู่ที่ตาตุ่ม
ตรงนี้อยากให้ลองสังเกตกันครับ ถ้าระหว่างสระผมหรือจับหัวตัวเองดูแล้วมีตุ่มขึ้นมาเหมือนสิว ให้รีบแหวกดูทันทีแล้วถามคนอื่นๆก็ได้ว่ารอบๆตรงนั้นผมร่วงหรือเปล่า เพื่อที่จะได้รักษาได้ทัน จุดที่ผมเป็นคือตรงที่อิกคิวซังเอาน้ำลายไปหมุนวนๆบนกบาลทั้ง 2 ด้านนั่นละครับ
ความมั่นใจที่เคยมีก็หายไป แต่ The Show Must Go On ผมเข้ากรุงเทพเกือบ 2 สัปดาห์โดยไม่ได้หาหมอรักษาเป็นเรื่องราวใดๆ เพราะยังไม่อยากถังแตก

5 เดือนผ่านไปนับจากที่ได้ทำความรู้จักกับแผลอักเสบเรื้อรัง เช้าวันหนึ่งหลังจากกลับจากกรุงเทพฯ ผมยืนอยู่หน้าอาเขตรอรถสี่ล้อเขียวเข้า อ.สันทราย ผมขยี้ข้อพับเท้าซ้ายหลังจากทนคันมาทั้งคืนด้วยความเมามันในอารมณ์ แม้จะยังไม่สุดแต่ก็ซาดิสม์พอจะเปิดดูแล้วพบว่าผิวหนังส่วนหนึ่งเกรอะกรังติดอยู่กับถุงเท้า และมันทำให้หมดความอดทน
หมอที่คลินิกเชียงใหม่คริสเตียนเวชกรรม รักษาแผลอักเสบเรื้อรังได้ชะงักนักเพียงเวลาไม่ถึงสัปดาห์ทุกอย่างก็เป็นปกติ แต่ที่ศีรษะนั้นกลับไม่เกิดผลอะไรขึ้นมาเลย
ครั้งแรกที่เห็นว่าเป็นวงเท่าเหรียญ 5 และเหรียญบาท ก็ขยายขึ้นเรื่อยๆ ลุกลามจาก 2 จุด เป็นวงเกือบ 10 แห่งได้อยู่บนหัว แต่ละวงไร้เส้นผม ทำให้ยิ่งอุจาดตาทุกครั้งที่ต้องส่องกระจก
เดือนที่ 2 ของการรักษา ยาที่หมอให้มาแรงขึ้น เป็นสเปรย์ที่ผสมกับแอลกอฮอล์ฉีดทีแสบจี๊ดน้ำเหลืองซึม ต้องเอาผ้ามาซับอยู่เรื่อยๆ อีกทั้งจากเหรียญสิบก็ลามกลายเป็นแบงค์พันพับครึ่งไปแล้ว
ระหว่างนั้น ผื่นคันทำให้หน้าบวมเป่ง นอน รพ.เปาโลฯ โชคชัย 4 ไป 1 คืน ได้ยาสเตียรอยด์มาทั้งกินทั้งทา เมื่อกลับมาเชียงใหม่เช้าวันนั้น หน้าผมเหมือนลูกโป่งที่พองด้วยลมอยู่เต็ม ผิวหนังไร้รูขุมขน เวลากดลงไปที่แก้มเหมือนเราเอานิ้วจิ้มไปที่ลูกโป่งตึงๆ ผมไปหาคุณหมอชาติชาย กว้างสุขสถิตย์ พร้อมกับใบหน้าและผื่นคันอันน่ากลัว
“ทำไมคุณธนกถึงได้มีผื่นแดงมากมายขนาดนี้” เป็นคำแรกที่ผมจำได้ว่าคุณหมอทัก
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทราบสาเหตุการป่วยในทุกวันนี้
คิดถึงสมัยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ตอนอายุ 25 ปี ผมใช้ชีวิตนักข่าวอย่างสมบุกสมบันเมายันเช้า ร่างกายแข็งแรงไม่เคยเจ็บป่วยอะไรเลย ไม่หลับไม่นอนก็ยังทำงานได้ ลงใต้อยู่ปัตตานีเขียนสกู๊ปทุกวัน ส่งสุดสัปดาห์ด้วย และตลอดเวลาที่ทำงานมางานเป็นงาน เล่นเป็นเล่น เมาเป็นเมา ถึงไหนถึงกัน
มีพี่ผู้หวังดีมากประสบการณ์สะกิดเบาๆหลายครั้งแล้วว่า “อย่าใช้ชีวิตประมาท” ผมได้แต่รับคำด้วยความเคารพแล้วลืมมันไปเมื่อตื่นขึ้นมาพร้อมกลิ่นห่าเหล้าคละคลุ้ง ไม่ใช่ไม่ทำ แต่มั่นใจพอว่าอย่างไรก็ไม่เอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ประมาทอย่างแน่นอน
ผมเห็นหลายคนที่ยังมีอนาคตนักข่าวที่ดีในเฟสบุ๊กใช้ชีวิตเหมือนผม จะพูดกันตามตรง เสี่ยงน้อยกว่าผมเยอะ แต่ก็มาในทางเดียวกัน
อาจไม่มีสิทธิที่จะไปเตือนใครได้หรอกครับ ร่างกายวันนี้ผมไม่พร้อมจะไปยืนกลางแสงไฟเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับใคร แค่ต่อสู้กับโรคนี้ก็เหนื่อยพอแล้ว
ถ้าเด็กๆน้องๆเหล่านั้นจะหันมาอ่านข้อความนี้บ้าง
“อย่าใช้ชีวิตประมาท”

Related Articles

Back to top button