งานเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 0%! “สรรพสามิต” เก็บภาษีปีหน้าสกัดนักดื่มหน้าใหม่
เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้ง สำหรับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ หรือที่เรียกกันว่า เบียร์ 0%
หลังจาก “ไฮเนเก้น” ได้อิมพอร์ตเบียร์ 0% จากเนเธอร์แลนด์ เข้ามาจำหน่ายเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมกับทุ่มงบฯการตลาดแบบครบเครื่องเพื่อแจ้งเกิดเบียร์เซ็กเมนต์ใหม่นี้ให้ได้
วันนี้ สินค้าน้องใหม่ตัวนี้เริ่มเป็นที่กล่าวขานและถามถึงมากขึ้น เมื่อมีผู้เบิกร่องนำทาง ค่ายเบียร์ใหญ่น้อยอีกหลายค่ายก็เริ่มสนใจ และเตรียมจะผลิตเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ออกมาขายบ้าง

ล่าสุด นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ในปี 2563 จะจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 0% เพราะไม่ต้องการให้มีนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาได้หารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข พบว่าเบียร์ 0% ในมุมมองของผู้บริโภค จัดว่าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทหนึ่งแต่ยังไม่มีพิกัดภาษี ที่จะเข้าไปจัดเก็บให้ถูกต้อง และยังพบว่ามีการแจกตัวอย่างทดลองให้ดื่มในสถานศึกษา ขณะที่เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ปกติไม่สามารถทำได้ ทำให้ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะผู้ผลิตแจ้งว่าไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ทั้งนี้ในปัจจุบันกรมได้จัดทำพิกัดและอัตราภาษีเบียร์ 0% ไว้ทั้งหมดแล้ว โดยในหลักการจะต้องจัดเก็บสูงกว่าภาษีเครื่องดื่มทั่วไปที่ 14% แต่จะไม่เท่ากับอัตราภาษีเบียร์ที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบันที่เก็บอยู่ที่ 22% จากปริมาณแอลกอฮอล์ โดยหลังจากนี้กรมจะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก่อนที่จะประกาศกฎกระทรวงเพื่อบังคับใช้ต่อไป โดยประกาศดังกล่าวจะรวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้องแต่เป็นนวัตกรรมของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์อัดเม็ด ที่ยังไม่เคยมีพิกัดภาษีด้วย

นายพชร ยืนยันหากมีการจัดเก็บภาษีเบียร์ 0% ก็จะไม่กระทบกับราคาขายปลีก เนื่องจากปัจจุบัน เบียร์ 0% มีการวางขายในราคาเดียว หรือ ใกล้เคียงกับเบียร์ปกติ ทั้งๆ ที่เสียภาษีต่ำกว่า ทำให้มีกำไรมาก ดังนั้นถ้ามีการจัดเก็บภาษี ราคาขายจึงไม่มีเหตุผลให้ต้องปรับขึ้น
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2563 กรมมีเป้าหมายจัดเก็บภาษีที่ 6.42 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดเก็บได้ตามเป้าหมาย แม้ว่าจะไม่มีการออกภาษีใหม่ๆ โดยในเดือน พ.ย.2562 ซึ่งเป็นเดือนแรกสามารถจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย จากภาษีสุรา เบียร์ ที่ช่วงใกล้เทศกาลที่คนเริ่มเฉลิมฉลอง และภาษีรถยนต์ ที่จัดเก็บได้เกินเป้า โดยเฉพาะจากรถยนต์อีโคคาร์ ซึ่งมีค่ายผลิตหลายแห่ง เริ่มมีการปรับรุ่นรถยนต์ให้เป็นอีโคคาร์มากขึ้น ทำให้เสียภาษีถูกลง


