เส้นบางๆ ระหว่าง “อุดมการณ์” กับ “ผลประโยชน์” ตั้ง “พรรคการเมือง” ขุมทรัพย์หรือบารมี ?

ข้อมูลล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ณ วันที่ 6 พ.ค. มีพรรคการเมืองในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 76 พรรคซึ่งหลังจากมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 14 ก.ย. 2561 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (เพิ่มเติม) ประกาศใช้ ก็ทำให้มีผุ้มาจัดตั้งพรรคการเมืองมากถึง 48 พรรคในจำนวนพรรคการเมือง 76 พรรค มี ส.ส.จากการเลือกตั้งไม่ถึง 30 พรรค โดยมีจำนวน 11 พรรคการเมืองที่มี ส.ส.เพียง 1 คนพรรคเพื่อไทย มี ส.ส. 134 คน มากที่สุด รองลงมาคือพรรคพลังประชารัฐ 121 คน
ในปี 2564 มีการจัดตั้งพรรคการเมืองเพิ่มขึ้นมาใหม่อีก 6 พรรค คือ
1.พรรคสหประชารัฐ (สปร) จัดตั้งวันที่ 10 มี.ค. นายทรรศชล พงษ์ภควัต เป็นหัวหน้าพรรค น.ส.สมร ดีสมเลิศ เป็นเลขาธิการพรรค
2.พรรคพลังสังคมไทย (พ.ส.ม.) จัดตั้งวันที่ 17 มี.ค. นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ เป็นหัวหน้าพรรค นายจารุพงศ์สกุล จิณะโชฒิกุล เป็นเลขาธิการพรรค ทั้งนี้ที่ตั้งพรรคอยู่ อ.ภูเพียง จ.น่าน
3.พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) จัดตั้งวันที่ 23 มี.ค. นายสอิสร์ โบราณ เป็นหัวหน้าพรรค นายวัลลภ ไชยไธสง เป็นเลขาธิการพรรค
4.พรรคมิติใหม่ (มต.) จัดตั้ง 31 มี.ค. นายวิมล สารมะโน หัวหน้าพรรค , นายปพน วงศ์ตระกูล เลขาธิการพรรค
5.พรรครวมไทยสร้าชาติ (รทสช.) จัดตั้ง 31 มี.ค. ว่าที่ ร.ท.ไกรภพ นครชัยกุล หัวหน้าพรรค และ นางวาสนา คำประเทือง เลขาธิการพรรค
6.พรรคมวลชนสยาม (มชส.) จัดตั้ง 21 เม.ย. นายทรงศักดิ์ ภูขามคม หัวหน้าพรรค , นายศุภกฤต คำสวาสดิ์ เลขาธิการพรรค ที่ตั้งอยู่ใน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

แม้จะมีพรรคการเมืองมากมายขนาดนี้ แต่ก่อนรัฐประหารปี 2557 ปรระเทศไทยเคยมีพรรคการเมืองที่ได้รับการจัดตั้งแล้วมากกว่า 100 พรรค
พรรคการเมืองพรรคสุดท้ายก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ขณะนั้น) จะทำการรัฐประหารยึดอำนาจคือ พรรคก้าวไกล จัดตั้งขึ้นในวันที่ 1 พ.ค. 2557 ซึ่งหลังจากเกิดสุญญากาศทางการเมืองทำให้พรรคการเมืองสิ้นสภาพไปเป็นจำนวนมาก เหลือเพียง 28 พรรคเท่านั้น
เมื่อมีพรรคการเมืองในไทยมากขนาดนี้ นั่นหมายถึงการที่ใครสักคนจะได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งช่วงก่อนรัฐประหารปี 2557 นั้น ระเบียบการว่าด้วยการตั้งพรรคการเมืองกำหนดให้ต้องมีสมาชิกพรรคมากกว่า 5,000 คน หลังจากวันที่จัดตั้งภายในเวลา 2 ปี
พรรคการเมืองส่วนมากต้องสิ้นสภาพจนถูกยุบพรรคก็มาจากข้อบังคับนี้ครับ นั่นจึงทำให้เมื่อสืบค้นข้อมูลหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ผมก็พบว่ามีงานหลักคือการเล่นสนุ๊กเกอร์ ซึ่งกรณีอย่างนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่กฎหมายห้ามไม่ให้คนไทยคนไหนจัดตั้งพรรคการเมือง เพียงแต่ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ระบุก็พอ
ส่วนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 14 ก.ย. 2561 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (เพิ่มเติม) ก็มีระเบียบที่ถูกเพิ่มเติมขึ้นมาบ้าง หรือเปลี่ยนแปลงข้อบังคับบางอย่าง เช่น การจะจัดตั้งพรรคการเมือง ต้องมีทุนประะเดิม 1 ล้านบาท โดยแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 180 วัน ให้มีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 10,000 คน ภายใน 4 ปี เป็นต้น ถ้าไม่สามารถปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ก็จะถูกยุบพรรค
คราวนี้เราลองมาดู พรรคสหประชารัฐ (สปร) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองแรกที่จัดตั้งในปีนี้ โดยระบุวันที่ 10 มี.ค. หัวหน้าพรรคชื่อ นายทรรศชล พงษ์ภควัต

ทรรศชล ชื่อเล่น “โอวัน” เกิดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2524 เป็นชาว จ.กาญจนบุรี เคยมีผลงานด้านการแสดงThe Mermaid of Paradise(2007) ต่อมายังได้แสดงหนังอีกหลายเรื่องเช่น “สืบจากผี” หรือแม้แต่ติดเรตเรื่อง “เมียเก่า” วางจำหน่ายทางแผ่นวีซีดี
นายทรรศชล เข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการมีชื่อเป็นเลขาธิการพรรคกสิกรไทย โดยการเลือกตั้งที่่ผ่านมาพรรคกสิกรไทย มีคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศรวม 182 คะแนน น้อยที่สุดในจำนวนพรรคการเมืองทั้งหมด 74 พรรค
ปลายปี 2562 เปิดตัวจัดตั้งพรรคสหประชารัฐ ที่ จ.อุตรดิตถ์ และมีชื่อเป็นหัวหน้าพรรค โดยให้วิสัยทัศน์ทางการเมืองว่า รัฐบาลประยุทธ์ไม่มีเสถียรภาพและอาจอยู่ได้ไม่ครบเทอม
จนกระทั่งแจ้งต่อนายทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง ซึ่ง กกต. เผยแพร่ข้อมูลของพรรคสหประชารัฐว่า มีคณะกรรมการบริหารพรรค 7 คน ยังไม่มีสมาชิกพรรค
18 พ.ค. 2563 เฟซบุ๊ก “กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง” ของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง กกต.เผยข้อมูลวงเงินอุดหนุนพรรคการเมือง ประจำปี 2563 ภายหลังจากคณะกรรมการกองทุนฯ มีมติ อนุมัติการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมือง รวม 68 พรรค เป็นวงเงินรวมทั้งสิ้นมากกว่า 120 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์มาตรา 83 ของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560

พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเงินอุดหนุน 37,332,493 บาท
พรรคพลังประชารัฐ ได้รับเงินอุดหนุน 13,570,414.54 บาท
พรรคเพื่อไทย ได้รับเงินอุดหนุน 11,355,849.04 บาท (โอนจริง 1,672,093.92 บาท)
พรรคประชาชาติ ของ “วันนอร์” วันมูหะมัดดนอร์ มะทา ที่ผลการเลือกตั้งคะแนนรวมทั้งประเทศมากกว่า 4.8 แสนคะแนน ทำให้เข้าป้ายมาเป็นอันดับที่ 9 มี ส.ส. 7 คน ได้รับเงินอุดหนุน 573,778 บาท
พรรครวมพลังประชาชาติไทย หัวหน้าพรรคชื่อ นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง คะแนนรวมทั้งประเทศกว่า 4.1 แสนเสียง เป็นอันดับที่ 11 มี ส.ส. 5 คน ได้รับเงินอุดหนุน 6,680,216 บาท
พรรคพลังศรัทธา ได้รับเงินอุดหนุน 500,074 บาท
พรรคสร้างชาติ ได้รับเงินอุดหนุน 403,257 บาท
พรรคกรีน ได้รับเงินอุดหนุน 512,483 บาท
พรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้รับเงินอุดหนุน 1,751,685บาท
พรรคพลเมืองไทย หัวหน้าพรรคคือ นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีต ส.ส. หลายพรรค หลายสมัย ที่หันมาจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นของตัวเอง และให้ “ศิลัมพา” ลูกสาว มาเป็นเลขาธิการพรรค เลือกตั้งล่าสุดคะแนนรวมทั้งประเทศ 4.4 หมื่นกว่าเสียง ได้รับเงินอุดหนุน 1,150,528 บาท
พรรคไทรักธรรม ได้รับเงินอุดหนุน 6,707,694 บาท
พรรคมติประชา ได้รับเงินอุดหนุน 551,464 บาท
พรรคพลังรัก คะแนนรวมทั้งประเทศ 4,410 เสียง ได้รับเงินอุดหนุน 4,242 บาท
พรรคอนาคตไทย ได้รับเงินอุดหนุน 1,272,266 บาท
พรรคเพื่อชีวิตใหม่ คะแนนรวมทั้งประเทศ 1,599 เสียง ได้รับเงินอุดหนุน 536,271 บาท
พรรคมติประชา คะเนนรวมทั้งประเทศ 789 เสียง น้อยเป็นลำดับที่ 71 จากทั้งหมด 74 พรรค จัดตั้งเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2561 ขณะนี้มีสมาชิกพรรค 5,155 คน ซึ่งปีหน้าหากไม่สามารถหาสมาชิกพรรคได้มากกว่า 1 หมื่นคนจะต้องถูกยุบพรรค ได้รับเงินอุดหนุน 551,464 บาท ระบุว่า นายอนุชิต งามเบญจวิชัยกุล หรือนามสกุลเดิมคือ “งามพัฒนพงศ์ชัย” เป็นหัวหน้าพรรค
นายอนุชิต แจ้งว่าเป็นหุ้นส่วนในบริษัท อีปิค คอมพิวเตอร์ จำกัด จำหน่ายเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท และวัสดุงานพิมพ์ ที่ตั้งพรรคกับที่ตั้งบริษัท อยู่ในซอยพหลโยธิน 34/1 ย่านเสนานิคม
ที่ยกตัวอย่างชื่อ นายทรรศชล พงษ์ภควัต กับ นายอนุชิต งามเบญจวิชัยกุล ขึ้นมานี้ไม่ได้มีเจตนาจะเปิดโปงหรือทำให้เสื่อมเสียนะครับ อีกทั้งข้อมูลที่ผมลองค้นหาปกติทาง Google ก็ไม่ได้เป็นความลับใดๆ แต่ต้องการให้เห็นภาพกว้างๆ ของผู้ที่สามารถเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองได้อย่างถูกต้อง

ซึ่งเมื่อจัดตั้งพรรคการเมืองแล้ว จัดการหาสมาชิกพรรคทำการประชุม ก็จะได้เงินสนับสนุนจากกองทุนฯ ซึ่งหากตั้งใจจะตั้งพรรคการเมืองเพื่อดำเนินกิจการ ปัญหาต่อมาคือเงินบริจาคพรรคการเมืองในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นเหมือนหลักฐานว่าพรรคการเมืองนั้นมีความเคลื่อนไหวและผู้สนับสนุน
พรรคไทยรักราษฎร์ หรือชื่อเดิมคือพรรครวมใจไทย จัดตั้งพรรคเมื่อ 31 ส.ค. 2561 มีนายสุพจน์ พลบุตร เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งนายสุพจน์ยังมีตำแหน่งเป็นอุปนายกสมาคมกีฬา จ.เชียงใหม่ ก็อยู่ในข่ายจะถูกยุบพรรคเช่นกันเพราะจะครบ 4 ปี ในปีหน้าแต่ยังสมาชิกพรรค 5,905 คนเท่านั้น
แม้จะเป็นพรรคการเมืองที่อยู่กลุ่มเสี่ยงแต่ปรากฏชื่อ น.ส.ปัทมา ลำเต็ม มีตำแหน่งเหรัญญิก สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย เพียงคนเดียวที่บริจาคเงินให้เดือนละ 3 หมื่นบาทอยู่สม่ำเสมอ
ในขณะที่ความเคลื่อนไหวเงินบริจาคของพรรคอื่นๆอีกกว่า 60 พรรคนั้นกลับไม่พบว่าจะมีใครบริจาค แม้กระทั่งพรรคพลังประชารัฐ หัวหน้าพรรคเป็นรองนายกรัฐมนตรี ก็ไม่มีรายชื่อผู้บริจาคเงินให้พรรคปรากฏในข้อมูลของ กกต. ด้วยซ้ำ
นี่ยังไม่แปลกอีกเหรอครับ เมื่อพรรคไทยรักราษฎร์มีผู้บริจาคให้ 3หมื่นบาททุกเดือน ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐไม่มีการบริจาคเข้าพรรคเลย หรือว่าการดีลผ่านเจ้าสัวโดยตรงมันสะดวกกว่าการผ่านขั้นตอนตรวจสอบตามกฎหมาย
ภาพกว้างๆ ทำให้มองเห็นว่ามิจฉาชีพในคราบสูทผูกเนคไท จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์อะไร เนื่องจากเวลา 4 ปีนั้นมากพอที่จะทำให้ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนฯ ต่อให้คนทั้งประเทศมีไม่ถึง 800 คนลงคะแนนเสียงให้ ก็สามารถรับเงินอุดหนุนมากกว่า 5 แสนบาทได้อย่างสบายๆ
ก่อนจะเปลี่ยนชื่อพรรคใหม่ เปลี่ยนชื่อหัวหน้าพรรค หรือแม้กระทั่งขายพรรคต่อให้กับกลุ่มพรรคการเมืองที่มีคดีความขึ้นศาลจนถูกตัดสินให้ยุบพรรค
ผมคิดว่า ถ้าทัศนคติต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยไม่บกพร่อง ประเทศไทยจะไม่มีพรรคการเมือง กว่า 70 พรรคอย่างนี้หรอกครับ แค่การตั้งชื่อพรรคก็รู้แล้วว่าจัดตั้งเพื่อจุดประสงค์อะไร
หากตั้งพรรคการเมืองแต่ไม่มีจุดหมายอยู่ที่การเลือกตั้ง หรือประกาศอุดมการณ์ เป้าหมายของการทำงานการเมือง ไม่สนใจกลไกการเมืองว่าต้องดำเนินขับเคลื่อนไปอย่างไร รอให้พรรคถูกยุบแล้วก็ผลัดหน้ากันมาจัดตั้งใหม่ เพื่อทำเรื่องขอเงินสนับสนุนจากกองทุนฯ
การตะโกนบอกสังคมในทุกปี ชี้ให้เห็นช่องโหว่ที่เหลือบไรเข้ามาหากินแต่กลับไม่มีข้อเสนอใดๆในการป้องกันออกมา จนชักจะสงสัยแล้วว่าขั้นตอนวิธีต่างๆเหล่านี้ หรือ กกต. เป็นผู้สร้างเอาไว้เอง?
(โดย: ธนก บังผล)