“อินฟลูเอนเซอร์” หรือผู้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชน มักถูกกดดันจากกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่ต้องการให้ศิลปิน ดารา นักแสดง ไอดอล ประกาศจุดยืนว่าเป็นแนวร่วมมีอุดมการณ์เดียวกันหรืออยู่คนละขั้ว
แน่นอนว่า ไม่ใช่บุคคลสาธารณะทุกคนจะสามารถแสดงจุดยืนผ่านการโพสต์โซเชียลมีเดีย บางคนแม้จะเห็นด้วยกับการเรียกร้องทางการเมืองแต่ไม่อาจจะเข้าร่วมการชุมนุมอย่างที่กองเชียร์ต้องการนะครับ
คนในวงการบันเทิงที่เลือกจะปิดปากและสงวนทัศนคติต่อสาธารณะ จึงเป็นเป้าหมายการโจมตีจากกลุ่มผู้ชุมนุมว่า “เห็นแก่ตัว” เนื่องด้วยเป็นอาชีพที่อาศัยการสนับสนุนของแฟนคลับและประชาชน ส่วนดาราที่ออกมา “Call Out” ก็มักจะถูกพูดถึงอย่างทั่วถึงในกลุ่มผู้ชุมนุม รวมทั้งได้รับการโปรโมตผลงานหรือได้รับการสนับสนุนสินค้าจากร้านที่ประกอบกิจการอยู่
นี่เป็นโลก 2 ใบทางทัศนคติการเมืองที่เพิ่งเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างชัดเจนช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา
หากย้อนกลับไปในอดีตเมื่อครั้งมีกลุ่ม กปปส.เป่านกหวีด มีดารานักแสดงหลายคนเข้าร่วมและแสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการบริหารของรัฐบาลขณะนั้น หรือแม้แต่นักร้องบางคนที่ขึ้นเวทีสนับสนุน “ม็อบเสื้อแดง” ก็มีไม่น้อย
ความขัดแย้งทางการเมืองช่วงนั้นยังไม่ได้รับการปลุกเร้าและปลูกฝัง ให้มองผู้ที่มีความเห็นแตกต่างเป็น “ศัตรู”
ปัจจุบันมีรูปถ่ายของศิลปินนักแสดงหลายคนจากทั้ง 2 ขั้วการเมืองถูกขุดมาแฉบนช่องทางโซเชียลมีเดีย ด้วยถอยคำประณาม ดูถูก เหยียดหยาม เหมือนว่าทั้ง 2 ฝั่งได้สะสมความโกรธแค้นกันมาจากสงครามล้างเผ่าพันธุ์เป็นเวลานานหลายร้อยปี
มีหลายคนถูกนำชื่อมาการประกาศให้เหล่าบรรดาผู้ชุมนุมร่วมกัน “แบน” ผลงาน หนักเข้าก็ลามไปถึงธุรกิจส่วนตัวที่ดาราคนนั้นประกอบเป็นอีกอาชีพหนึ่ง ดังนั้นการกดดันของกลุ่มผู้ชุมนุมให้ดาราออกมา “Call Out” แสดงจุดยืนทางการเมือง สำหรับบุคคลสาธารณะซึ่งอยู่ในวงการบันเทิงแล้วการเลือกข้างจึงไม่ต่างอะไรกับ “ค่าใช้จ่าย” ที่ต้องแบกรับไปอีกนานแสนนาน
ยกตัวอย่างกลุ่มม็อบล่าสุดที่พยายามกดดันดาราออกมา Call Out บางคนเรียกร้องให้ “ลิซ่า แบล็คพิงค์” แสดงความคิดเห็นทางการเมือง
ในมุมมองความคิดของผมแล้ว ก็อาจจะเป็นแค่การสนองความอยากรู้ของตัวเองเท่านั้นว่าเหล่าศิลปินไอดอลมีทัศนคติเห็นด้วยหรือแตกต่างกับอุดมการณ์ของกลุ่มการเมืองที่ออกมาชุมนุม
โดยไม่สนใจว่าในทาง “กฎระเบียบ” ของต้นสังกัดได้กำหนดเงื่อนไขอะไรบ้างในสัญญาการจ้างงานศิลปิน -ดาราคนนั้น ว่ากันว่าสำหรับ “แบล็คพิงค์” วงไอดอลเกาหลี บริษัทระบุข้อห้ามไม่ให้ศิลปินแสดงความเห็นต่อสาธารณะในประเด็นที่ทำให้สังคมเกิดความแตกแยก
มีศิลปินอีกหลายคนเช่นกันที่คิดว่าการไม่วิพากษ์สร้างกระแสจากความขัดแย้งทางการเมือง ก็คือการแสดงออกที่ชัดเจนว่าจุดยืนคือ “ไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง” แต่เลือกจะมองว่านักการเมืองควรเข้ามาทำงานพัฒนาเศรษฐกิจและความสงบให้กับประเทศชาติ
อย่างไรก็ตาม สำหรับผมแล้วค่อนข้างให้ความเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของแต่ละคนนะครับ เพราะมนุษย์ควรมีความคิดเห็นแตกต่างหรือเป็นตัวของตัวเองได้โดยอยู่ในกรอบกฎหมาย จารีต รวมถึงรากเหง้าของวัฒนธรรม

กรณีล่าสุด “น้องหมิว” สิริลภัส กองตระการ นักร้อง นักแสดงและนางแบบ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองบนโซเชียลมีเดีย จนเป็นเหตุให้ต้นสังกัดคือ “ช่อง7” ยกเลิกสัญญาจ้างในการเป็นพิธีกรรายการทางโทรทัศน์
ว่ากันว่า สาเหตุคือ “แสดงออกไม่เหมาะสม”
โดยหนังสือระบุการยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดจากเดิม 31 ธ.ค. 2565 มาเป็น 16 ก.ค. 2564 หลังเธอโพสต์ข้อความที่รุนแรงในการวิพากษ์การทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หลังจากได้รับหนังสือยกเลิกสัญญาจ้าง เธอโพสต์ข้อความอำลาโดยช่วงหนึ่งระบุว่า
” ขอบคุณหลายๆ เรื่องราวที่ทำให้หมิวได้ข้อคิดดีๆ หลายอย่างจากการทำรายการนี้ แต่น่าเสียดายค่ะ เพราะวันนี้ 26 มิถุนายน 2564 หมิวได้รับโทรศัพท์จากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ที่โทรมาบอกหมิวว่า มีความจำเป็นต้องถอดหมิวออกจากรายการ เพราะการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมของหมิวใน social media”
“หมิวขอน้อมรับความผิดและต้องขอโทษด้วยค่ะที่ใช้คำหยาบคาย ไม่สุภาพ ทั้งๆ ที่หมิวเป็นบุคคลสาธารณะ ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดี”
ในกรณีน้องหมิว ประเด็นการโพสต์วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหรือนักการเมือง ผู้มีอำนาจ บนโซเชียลมีเดีย มีเส้นกั้นบางๆระหว่าง “ความเหมาะสม” กับ “การแสดงความเห็น” นะครับ คำบางคำที่เราใช้อาจสามารถทำให้คนที่ได้อ่านประทับใจในมุมมอง บางประโยคก็สะท้อนความคิดภายในของเราได้ว่ามีทัศนคติกับประเด็นทางสังคมอย่างไร
เส้นกั้นบางๆนั้นคือการใช้ภาษาเพื่อโพสต์เผยแพร่ไปบนสื่อสังคมออนไลน์ ว่าเป็นไปด้วยความปราณีต ให้มุมมอง ให้สติกับสังคม หรือสักแต่ใช้คำเพื่อถากถาง ด่าทอให้คนที่เราพาดพิงได้รับความเสียหาย ถ้อยคำที่หยาบคายมักจะทำให้ผู้รับสารรู้สึกถึงเจตนาของคนโพสต์ได้ทันทีว่ากำลังแสดงความเห็นเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือว่ากำลังเหยียดหยามผู้ที่เรากล่าวถึง
ความคึกคะนองไม่คิดไตร่ตรองในบางทีอาจเป็นเพราะลืมไปแล้วว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ผู้มี “อำนาจ” มากกว่า คือผู้ที่ได้รับความเคารพมากกว่าเสมอ เปรียบเหมือนลำดับตำแหน่งในบริษัท ที่คำสั่งของชนชั้นปกครองย่อมมีอิทธิพลมากกว่าคำกล่าวลอยๆจากผู้ใช้แรงงานระดับล่าง หลายๆองค์กรมีวัฒนธรรมในที่ทำงานชมเชย อิจฉา พนักงานที่เก่งและมีความสามารถ
แต่คนมีความสามารถเอาเข้าจริง ก็ยังมีความจำเป็นต่อองค์กรน้อยกว่าคนที่พร้อมจะก้มหน้าก้มตารับคำสั่งและไม่มีปากเสียง
ผลจากการโพสต์ข้อความที่แสดงจุดยืนทางการเมืองของ “น้องหมิว” ทำให้ความตั้งใจปฏิบัติงานที่ผ่านมาของเธอถูกมองข้ามไปทันที ซึ่งข้อความที่เธอโพสต์ส่งท้ายตอนหนึ่งระบุว่า
“หมิวต้องขอโทษผู้ใหญ่ทุกท่านด้วยนะคะ ที่ทำตัวไม่เหมาะสมกับการเป็นคนสาธารณะ หมิวจะกลับไปแก้ไข และจะระมัดระวังให้มากขึ้นค่ะ”
“ไม่ต้องห่วงนะคะ ความตั้งใจและอุดมการณ์ของหมิวจะยังเหมือนเดิม แต่คงจะต้องลดความเกรี้ยวกราดลง จะพยายามใช้คำที่สุภาพขึ้น และยังขอเป็นกระบอกเสียงต่อความไม่ถูกต้อง ความไม่ยุติธรรมเหมือนเดิมค่ะ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามและขอโทษสำหรับการทำตัวไม่เหมาะสมค่ะ”
ผมคงไม่สามารถตัดสินได้ว่าความคิดเห็นของน้องหมิวที่มีต่อการเมืองนั้นผิดหรือถูก เพราะเชื่อว่าหากเราเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างมากพอ วันหนึ่งเมื่อผมพลั้งเผลอแสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกใจใครๆเข้าให้บ้าง พวกเขาจะอภัยในความเป็นมนุษย์ธรรมดาของผมตราบใดที่มุมมองของผมไม่ได้ไปทำร้ายใครให้เดือดร้อน
“น้องหมิว” อาจเป็นหนึ่งใน ศิลปิน นักแสดง ที่เลือกจะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเพื่อสะท้อนมุมมองของตัวเองที่มีต่อสังคม เพราะฉะนั้นเธอจึงออกมาขอโทษ และทำใจยอมรับกับผลกระทบที่ตามมา
แต่ก็มีอีกหลายคนที่แม้จะถูกกดดันให้ออกมา Call Out ส่งเสียงแสดงจุดยืนทางการเมืองให้สังคมรับรู้ แต่ก็เงียบเฉยเพราะทราบตัวเองดีว่าผลที่จะตามมานั้น “ได้” กับ “เสีย” ไม่คุ้มที่จะเอาไปแลกกับปากท้องคนทางบ้านอีกมากมายที่ต้องหาเลี้ยง การเงียบจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด…เท่าที่จะทำได้
และก็เช่นเดียวกันกับ ไอดอลบางคนที่ภายใต้การเซ็นสัญญามีระเบียบ ข้อห้าม ไม่ให้ปฏิบัติในฐานะที่เป็น “บุคคลสาธารณะ” เพราะอาจส่งผลต่อกิจการของบริษัทโดยรวม ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีภาพลักษณ์ของแบรนด์สินค้าต้องรับผิดชอบมากมาย
สุดท้ายคือนักร้องนักแสดงที่ออกมา Call Out ด้วยแรงบันดาลใจจากการเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งภายหลังจุดยืนที่ประกาศกระทบกับงานที่ติดต่อประสานไว้จนต้องถูกยกเลิก เส้นทางการทำมาหากินในวงการบันเทิงต้องชะงัก
ตรงนี้คนที่ชอบตะโกนให้ศิลปิน นักแสดงหรือไอดอลออกมา Call Out ควรระลึกให้มากก่อนจะลากหัวใครมาประจานบนโซเชียลมีเดีย เพราะสิ่งเดียวที่ทำได้หลังจากรู้ว่าศิลปินต้องตกงาน คือการโพสต์ให้กลุ่มคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองทิศทางเดียวกันช่วยไปอุดหนุนเท่านั้น

ถามกันตรงๆเลยว่า ถ้าศิลปินไม่ออกมา Call Out อุดมการณ์ทางการเมืองของกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆจะต้องถูกปรับเปลี่ยนไป เสื่อมถอยลง หรือผิดเพี้ยนไปหรือไม่ แนวคิดทางการเมืองที่ยึดมั่นจำเป็นต้องอาศัยการโฆษณาจากอินฟลูเอ็นเซอร์ ไอดอล ศิลปิน จึงจะมีคนเชื่อถือหรอกหรือ ?
แปลกดีนะครับเพราะเมื่อวิเคราะห์วิธีการประจานคนไม่ออกมา Call Out เหมือนการกวาดนิ้วชี้หน้าคนนั้นคนนี้ทำไมไม่ Call Out หรือเดินเข้าไปในตลาดแล้วบังคับข่มขู่ให้ชาวบ้านแซ่ซ้องสรรเสริญ ทั้งๆที่ตอนเริ่มต้นออกมารวมกลุ่มกันนั้นเหล่าบรรดาคนบันเทิงก็ไม่ได้เดินไปลากใครให้มาชุมนุม
เพราะพฤติกรรมเช่นนี้มันคือ “เผด็จการ” และในที่สุดแล้ววันหนึ่งอาจหลงกับกิจกรรมชุมนุม จนไม่เคารพความคิดของผู้อื่น
กรณี “น้องหมิว” น่าจะเป็นตัวอย่างได้ชัดเจนว่าถ้าเจ้าของสถานีโทรทัศน์ไม่ปลื้ม ก็อาจจะถูกกดดันมาจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลสั่งให้เปลี่ยนพิธีกร
พูดง่ายๆคือการบังคับให้ใคร (คนในวงการบันเทิง) ต้องออกมา Call Out ตามคำสั่งหรือความต้องการของกลุ่มผู้มีอุดมการณ์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้น เราไม่เรียกวิธีแบบนี้ว่าประชาธิปไตยนะครับ เพราะเราเองเวลาไปชุมนุมก็ไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐมารวมพลตั้งท่าเอาอาวุธจะทำร้ายประชาชน และดำเนินคดี
สิทธิในการชุมนุม ก็ไม่ได้แตกต่างจากสิทธิในการ “ไม่เลือกข้าง” นะครับ
ส่วนอินฟลูเอ็นเซอร์คนไหนจะออกมาสนับสนุนฝ่ายไหนนั้น การโพสต์แต่ละครั้งหากไม่มีความเฉียบแหลม ลุ่มลึกก็ควรมีความน่าเชื่อถือ หรือมีแง่มุมที่สะท้อนว่าต้องการเห็นสังคมไทยดีขึ้นอย่างไร?
พึงระลึกไว้ว่า …การเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองของทุกเชื้อชาติ และทุกประเทศบนโลกนี้ ไม่เคยมีการจารึกลงในประวัติศาสตร์ว่าเป็นอุดมการณ์ที่ประชาชนชื่นชมจากความหยาบคาย
เพราะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ คือการสื่อสาร “ความจริงด้วยใจ”
(โดย : ธนก บังผล)