ย้อนต้นเหตุ-สรุปประเด็น คดีไร่ส้ม-พรรคสีส้ม ”สรยุทธ์” ไม่รอด -อนค.ไม่ยุบ
ช่วงเช้าของวันนี้นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตผู้ประกาศข่าวและเจ้าของ บ.ไร่ส้ม จำกัด เดินทางไปศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีโกงค่าโฆษณา อสมท.
สรยุทธ์ ถือว่าเป็นผู้บุกเบิกทำรายการประเภท “เล่าข่าว” ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการโทรทัศน์ เริ่มจาก บ.ไร่ส้มฯ ทำสัญญาร่วมกับ อสมท. ผลิตรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ในปี 2548
ซึ่งอสมท. เป็นผู้ลงทุนเวลาออกอากาศ ส่วน บ.ไร่ส้มฯ ลงทุนผลิตรายการ แบ่งเวลานาทีโฆษณา (Time Sharing) ต่างฝ่ายต่างไปขายเวลาหารายได้

ทั้งนี้ อสมท. ระบุในสัญญาว่า กรณีขายโฆษณาเกินเวลา ไร่ส้มฯ ต้องจ่ายค่าโฆษณาเกินเวลาให้ อสมท ตามราคาโฆษณาที่กำหนด และ อสมท ให้ส่วนลด 30%
ปี 2549 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.อสมท ตรวจพบว่า บ.ไร่ส้มฯ ค้างรายได้จากค่าโฆษณาเกินเวลาเป็นเงินเกือบ 100 ล้านบาท โดย ”นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด” (หรือ ชนาภา บุญโต) เจ้าหน้าที่ธุรการระดับ 5 สำนักกลยุทธ์การตลาด อสมท ผู้รับผิดชอบในการจัดทำคิวโฆษณารวม และรายงานโฆษณาเกินเวลา เพื่อเรียกเก็บเงินจาก บ.ไร่ส้มฯ สารภาพกับผู้บริหาร อสมท ว่า โฆษณาเกิน และไม่มีการรายงานเพื่อเรียกเก็บเงิน
โดย นางพิชชาภา ใช้น้ำยาลบคำผิดลบคิวโฆษณาเกินเวลาในส่วนของ บ.ไร่ส้มฯ เพื่อช่วยปกปิดความผิด ตามที่นายสรยุทธ์ และ น.ส.มณฑา ธีระเดช พนักงาน บ.ไร่ส้มฯ ให้คำแนะนำ
แม้ว่าต่อมา เดือนต.ค.2549 บ.ไร่ส้มฯ จะชำระเงินค่าโฆษณาส่วนเกิน คืนให้ อสมท 138 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นเงินกว่า 152 ล้านบาท แต่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ของอสมท.พบว่า นางพิชชาภา ให้ความช่วยเหลือ บ.ไร่ส้มฯ โดยไม่มีการรายงานการโฆษณาเกินเวลาเพื่อเรียกเก็บเงิน ตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ. 2548 – 30 มิ.ย. 2549
นอกจากนี้ยังพบอีกว่า นายสรยุทธ สั่งจ่ายเช็ครวม 6 ครั้ง เป็นเงินเกือบ 7 แสนบาท เป็นค่าตอบแทนให้ นางพิชชาภา ที่ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลา
เรื่องนี้ยังถูกส่งไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณา ก่อนจะชี้มูลเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2555 ว่านางพิชชาภา กระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงและมีความผิดทางอาญา
ส่วน นายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา เจ้าหน้าที่ บ.ไร่ส้มฯ มีความผิดทางอาญาฐาน “สนับสนุนพนักงานกระทำความผิด” หลังจากนั้น ป.ป.ช.จึงส่งคดีให้ อัยการสูงสุด (อสส.) พิจารณา
ม.ค. 2558 อัยการสูงสุดมีคำสั่ง “ฟ้อง” คดีไร่ส้ม โดยมี นางพิชชาภา (พนักงาน อสมท) นายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา (ไร่ส้ม) เป็นจำเลย ตามความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานรัฐ

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำคุกนายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา คนละ 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่วน บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 ให้ปรับรวมเป็นเงิน 80,000 บาท, นางพิชชาภา จำคุก 20 ปี
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน อนุญาตให้จำเลยทั้งหมดประกันตัว คนละ 2 ล้านบาท
จนกระทั่งวันนี้ ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาโดยความตอนหนึ่งของผู้พิพากษา เปิดเผยว่า นายสรยุทธ์ (จำเลยที่3) ยื่นเรื่องขอความกรุณาต่อศาลให้ลงโทษสถานเบา เนื่องจากเคยทำคุณงามความดีในฐานะสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตาม ศาลก็ได้ชี้แจงว่า จำเลยเป็นสื่อมวลชนอาวุโส ย่อมประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี แต่กลับกระทำผิดเอง ไม่มีเหตุลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษ
ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษา แก้ให้ลงโทษจำคุก นายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา 6 ปี 24 เดือน (จากเดิมรับโทษ 13 ปี 4 เดือน) ส่วน น.ส.พิชชาภา จำคุก 12 ปี โดยไม่รอลงอาญา
ตัดมาที่ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ก็มีการตัดสินคดีที่ได้รับความสนใจมากเช่นกัน นั่นคือ”คดีอืลลูมินาติ”
นายณฐพร โตประยูร ผู้ร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยอ้างว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีแนวคิดล้มล้างสถาบัน

ทั้งนี้ หลักฐานที่ นายณฐพร ใช้ยื่นต่อศาลคือ เครื่องหมายพรรคอนาคตใหม่ เป็นสัญลักษณ์และทฤษฎีคล้ายกลุ่มอิลลูมินาติ รวมถึงทางพรรคอนาคตใหม่ไม่ใช้คำว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” แต่ใช้ “ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ”
นอกจากนี้ นายณฐพร ยังนำข้อมูลที่ปรากฏต่อสื่อในประเด็นเยกเลิกไหว้ครู, จะยกเลิกการยิ้ม, ยกเลิกหมอบกราบ เป็นข้อมูลให้ศาลประกอบการพิจารณาคดี
นายณฐพร เดินทางไปฟังคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ยืนยันว่าการออกมาร้องให้ยุบพรรคอนาคตใหม่นั้น ไม่มีใครว่าจ้าง แต่ที่ฟ้องเพราะไม่ยอมรับที่พรรคอนาคตใหม่ มาทำให้คนไทยแตกแยก เนื่องจากสถาบันกษัตริย์คือผู้ปกป้องและคุ้มครองประเทศ เปรียบดังพ่อแม่ไม่ยอมให้ใครมาดูแคลน

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยคดีอิลลูมินาติ ล้มล้างการปกครองของพรรคอนาคตใหม่ สรุปได้ว่า
ประเด็นแรก ข้อบังคับพรรคไม่มีลักษณะล้มล้างการปกครอง และประเด็นที่สอง การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและการแสดงความเห็นต่อสาธารณชนไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอ จึงเห็นว่าไม่มีลักษณะล้มล้างการปกครอง
หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเสร็จสื้น นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้ทวิตข้อความว่า
“กรณีนี้ไม่ควรเป็นคดีตั้งแต่แรก ผมขอยืนยันว่า @Thanathorn_FWP ผมเอง และ #อนาคตใหม่ ไม่ได้มีความคิดล้มล้างการปกครองระบอบ ปชต. อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิ่งที่พวกเราทำคือการรักษาระบอบ ปชต. อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้มั่นคง ยั่งยืน”



