ตอนที่ 8 : อาจารย์และเพื่อนที่ดี …ความผูกพันลึกซึ้งดั่งมหาสมุทร
“ครูเฉินซือฟู่” คุณครูที่ผมจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต ครูเฉินรักนักเรียนเหมือนลูก ท่านอ่อนโยนและใจดี ท่านไม่เคยลางานเลยสักวันเดียว แม้ว่าจะไม่สบายท่านก็ยังมาสอน
ขณะเรียนอยู่ที่ซัวเถา ผมได้พบคุณครูผู้หญิงที่ผมจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต ท่านเป็นคุณครูประจำชั้นตอนผมเรียนที่ซัวเถา คุณครูท่านนั้นชื่อ “เฉินซือฟู่” ตอนที่ผมไปซัวเถาใหม่ๆ
ทุกอย่างรอบตัวแปลกใหม่สำหรับผมไปหมด เพื่อนๆ ก็มีไม่มาก ครูเฉินให้กำลังใจผมเป็นอย่างมาก ผมจำได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งครูเชียร์ผมให้ขึ้นไปพูดบนเวที ผมเลยขึ้นไปเล่านิทานพื้นบ้านของไทย ทุกคนต่างพากันขำขันกับเรื่องที่ผมเล่า ไม่นานผมก็เข้ากับเพื่อนๆ และสิ่งแวดล้อมใหม่ได้
ตอนนั้นครูเฉินซึ่งจบจากวิทยาลัยครู อายุยังไม่ถึง 30 ปี สามีของครูก็เป็นคุณครู อยู่ที่เมืองกิ๊กเอี๊ยว ซึ่งอยู่ห่างจากซัวเถาออกไปประมาณ 30 กิโลเมตร มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไม่สบายเลยไม่ได้ไปโรงเรียน ครูเฉินมาเยี่ยมผมที่โรงพยาบาลหลายครั้ง หลังจากผมออกจากโรงพยาบาลแล้ว ครูยังใช้เวลาช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนสอนเสริมให้ผมอีกด้วย ทำให้คุณครูไม่ได้กลับไปเจอครอบครัวที่เมืองกิ๊กเอี๊ยว
ครูเฉินรักนักเรียนเหมือนรักลูกของท่านเอง คุณครูอ่อนโยนและใจดีกับนักเรียนทุกคนในห้อง ตอนที่ครูเป็นครูประจำชั้น ครูไม่เคยลางานเลยสักวันเดียว ถึงแม้ว่าคุณครูจะเป็นหวัด ไม่สบาย มีไข้ คุณครูก็ยังมาสอน เวลาครูไม่สบาย นักเรียนอย่างพวกเรามักจะไปบ้านครู ช่วยกันทำความสะอาดบ้านให้ครู ผมยังนำยาที่เอามาจากเมืองไทยไปให้ครูอีกด้วย
ครูเฉินเป็นห่วงนักเรียนที่เรียนไม่ดีจะตามเพื่อนในห้องไม่ทัน ครูจึงให้นักเรียนในห้องช่วยกันติวหนังสือ มีนักเรียนบางคนซึ่งที่บ้านยังไม่มีไฟฟ้า ตอนกลางคืนจึงอ่านหนังสือและทำการบ้านไม่ได้ บ้านของผมค่อนข้างกว้างขวาง ผมจึงรวมกลุ่มเพื่อนๆ มาติวหนังสือที่บ้านในตอนกลางคืน
ผมแบ่งหัวข้อการติวให้เพื่อนๆ ผลัดกันมาติว วิธีการนี้ทำให้เพื่อนๆ สนใจการเรียนมากขึ้น ผมยังให้เพื่อนที่คะแนนการเรียนไม่ดีค้างคืนที่บ้านด้วย ตอนเช้าตื่นมาอ่านหนังสือกัน เพื่อนๆ เหล่านั้นเริ่มมีผลการเรียนดีขึ้น สุดท้ายผลคะแนนรวมของชั้นเรียนของผมได้เป็นอันดับ 1 ของโรงเรียน

ผมเริ่มเป็นผู้นำตัวน้อยของห้อง ผมยังได้เป็นหัวหน้าการฝึกซ้อมการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลและชักเย่อของโรงเรียนอีกด้วย เพื่อนร่วมชั้นต่างพร้อมใจกันเป็นหนึ่งเดียวกัน และเอาชนะการแข่งขันทั้งสองรายการได้ การรวมกลุ่มเล็กๆ นี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการรวมพลังสามัคคีกัน ภายหลังผมก็ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าห้อง
เรื่องที่ผมไม่เคยลืมอีกหนึ่งเรื่องคือ ตอนนั้นมีเพื่อนร่วมชั้นที่มีนิสัยเกเรคนหนึ่ง เขามักสร้างปัญหาเป็นประจำ เพื่อนๆ ต่างไม่มีใครอยากคบ แม้แต่พ่อแม่ของเขาก็ไม่อยากจะยุ่งด้วย เขาอยู่เหงาๆ คนเดียว เป็นเด็กที่ไม่มีคนรักและสนใจ แต่ผมสงสารเขามาก มีผมคนเดียวในชั้นที่ยอมคบเขาเป็นเพื่อน ยอมเล่นกับเขา ผมค่อยๆ บอกเขาว่าอย่าทำตัวเกเรแบบเมื่อก่อนอีก เขาไม่ยอมฟังใครเลยทั้งคุณครูและพ่อแม่ แต่เขาฟังผมคนเดียว
ผมเรียนรู้การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักสงสารผู้อื่นมาจากคุณแม่ ทัศนคตินี้เองที่มีส่วนในการบริหารธุรกิจของผมในภายหลัง ต้องรู้จักคิดในมุมมองของคนอื่นเท่านั้น เราถึงจะได้รับความเคารพจากคนอื่น ในทางกลับกัน ถ้าเรานึกถึงแต่ตัวเอง ก็ไม่มีใครยอมฟังเรา
ผมเรียนที่ซัวเถาจนถึงมัธยมปีที่ 1 ก็ย้ายไปเรียนที่กวางเจาโดยอาศัยอยู่กับพี่สาวซึ่งเรียนอยู่ที่กวางเจาเช่นกัน ภาษาแต้จิ๋วที่เคยใช้ในชีวิตประจำวันก็ต้องปลี่ยนเป็นภาษากวางตุ้ง ถึงแม้ว่าภาษาจีนแต้จิ๋วและภาษาจีนกวางตุ้งจะเป็นภาษาในมณฑลกวางตุ้งเหมือนกัน แต่การออกเสียงนั้นต่างกันมาก ภาษาจีนกวางตุ้งจึงเหมือนภาษาต่างประเทศสำหรับผม
แม้ไม่นานผมจะเริ่มฟังภาษากวางตุ้งเข้าใจ แต่ก็ยังพูดไม่ได้ ยังดีที่ผมรู้ตัวหนังสือภาษาจีน จึงพอเข้าใจบ้าง ผมอยู่ที่กวางเจาได้ 1 ปี ยังไม่ทันได้เรียนจบ ผมก็ย้ายไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฮ่องกง