Biznews

แด่ “แพร่พิทยา” ในความความทรงจำ

หากพูดถึงร้านหนังสือในดวงใจ  คุณผู้อ่านนึกถึงร้านไหนกันบ้าง !   เชื่อเหลือเกินว่า 1 ในหลายๆ  ร้านหนังสือยอดฮิตจะต้องมีชื่อร้านหนังสือที่ชื่อว่า แพร่พิทยาติดอันดับต้นๆ  แน่นอน เพราะร้านหนังสือแห่งนี้เปิดให้บริการคู่คนไทยมายาวนานหลายทศวรรษ แต่ทว่า ในวันนี้ วันที่ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเข้ามาของเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เว้นแม้กระทั่งธุรกิจร้านหนังสือบ้านเราที่ปิดตัวล่วงหน้าไปก่อนหน้านี้หลายราย รวมถึง ร้านแพร่พิทยาที่คาดเดาล่วงหน้าว่าน่าจะปิดตัวลงในอีกไม่ช้า

ในย่านการค้าวังบูรพา ซึ่งขณะนั้นเพิ่งถูกพัฒนาขึ้นเป็นศูนย์การค้าที่รวบรวมเอาร้านค้าทันสมัยมารวมไว้ด้วยกัน “จิตต์ แพร่พานิช” เปิดกิจการร้านหนังสือ แพร่พิทยา และจดทะเบียนพาณิชย์เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2496 และเปิดร้านอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่  1 สิงหาคม 2496

 

“จิตต์ แพร่พานิช”

“จิตต์ แพร่พานิช” เริ่มต้นชีวิตจากร้านขายหนังสือ หนังสือพิมพ์ หนังสือเก่าๆ มาวางขาย จากนั้น อาจารย์โอสถ โกศิน ได้ซื้อวังบูรพาภิรมย์จากทายาท มาพัฒนาให้เป็นศูนย์รวมห้างร้าน จำหน่ายสินค้าชั้นนำที่มีสินค้าทันสมัย และรวมโรงภาพยนตร์ถึงสามโรง จึงทำให้วังบูรพากลายเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของประเทศไทย จึงได้ชวนจิตต์ให้มาเปิดร้านหนังสือที่วังบูรพาด้วย

เมื่อเปิดกิจการแล้วแพร่พิทยายังคงขายหนังสือพิมพ์ทุกหัว โดยสมัยก่อนเวลารับหนังสือพิมพ์มาขาย ต้องเดินทางไปรับมาจากโรงพิมพ์ด้วยตัวเอง อย่างกลุ่มโรงพิมพ์ประชาช่างที่ออกหนังสือพิมพ์ เดลิเมล์ บางกอกเดลิเมล์ ก่อนที่จะมาเป็นเดลินิวส์ที่ผู้อ่านรู้จักกันดี กลุ่มโรงพิมพ์ไทยที่ออกหนังสือพิมพ์สยามรัฐที่มีทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน นอกจากนั้นยังมีหนังสือพิมพ์ชาวกรุงที่มีข่าวความเคลื่อนไหวทั้งในประเทศ ต่างประเทศ และความรู้ทั่วไป ซึ่งเพลินพิศ ผู้เป็นลุกสาว อ่านเป็นประจำเมื่อครั้งยังเด็ก

เมื่อนำหนังสือมาที่ร้านแล้วจึงจัดเข้าชั้นตามชื่อผู้ประพันธ์ ไม่เหมือนปัจจุบันที่จัดตามหมวดหรือประเภทหนังสือ เวลามีคนมาถามหาหนังสือเรื่อง เสือใบ ก็จะรู้ทันทีว่าต้องไปหาที่ชั้นของ ป. อินทรปาลิต การจัดร้านในอดีตนี้เองที่เธอเรียกว่า ‘เป็นการจัดแบบไทยแท้ๆ’

วันแรกที่เปิดร้านแพร่พิทยาสาขาวังบูรพา

อีกหนึ่งกลยุทธ์ของแพร่พิทยาที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์หนังสือในร้านให้ลูกค้ารู้จักคือ ละครวิทยุด้วยการจ้างให้คณะละครวิทยุเอาหนังสือนิยายที่มีอยู่ไปทำละครวิทยุ แล้วเปิดที่ร้านให้คนเข้ามาฟังได้ เพื่อให้คนซื้อหนังสือ

นอกจากจะเป็นร้านหนังสือที่รับหนังสือและหนังสือพิมพ์มาขายแล้ว แพร่พิทยายังจัดพิมพ์หนังสือด้วยตัวเองมากมายหลายเล่ม ทำให้ความสัมพันธ์ของร้านแพร่พิทยาและนักเขียนจึงสนิทแน่นแฟ้น

เมื่อถึงยุคที่กระดาษแพง ต้นทุนหนังสือมีราคาสูงขึ้น จำนวนเรื่องที่พิมพ์จึงน้อยลง ถึงกระนั้นแพร่พิทยาก็ยังเป็นสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือมากกว่า 1,300 เรื่องเลยทีเดียว

สาขาลาดพร้าวดูจะเป็นสาขาที่ประสบความสำเร็จอีกสาขา มีบรรดาหนอนหนังสือตัวน้อยๆ  โดยเฉพาะเด็กนักเรียนจะแวะเวียนมาที่ร้านอยู่เป็นประจำ ทำให้ร้านสาขานี้ผูกพันกับนักเรียนอย่างโรงเรียนหอวังเป็นพิเศษจนปิดกิจการไปเมื่อปี 2559

อีกทั้งร้านแพร่พิทยายังขึ้นชื่อว่าเป็นร้านหนังสือที่หลากหลายและครบครันที่สุด ถึงขั้นว่าแม้จะมีร้านหนังสือใหญ่ๆ เปิดในห้างสรรพสินค้าแล้ว แต่ถ้าหาหนังสือที่ต้องการจากร้านเหล่านั้นไม่ได้ ไม่มีในสต็อก ต้องมาหาที่ร้านนี้ เพราะแพร่พิทยารู้จักกับทุกสำนักพิมพ์ ถึงค้นหาแล้วไม่มีหนังสือในสต็อกของร้าน พนักงานร้านก็พร้อมขี่มอเตอร์ไซค์หรือนั่งรถเมล์ไปรับมาให้จากสำนักพิมพ์เลยทีเดียว

ตลอดระยะเวลา 65 ปีที่จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายหนังสือ เป็นการทำหน้าที่ ‘กระจายความรู้’ ได้สมกับความหมายของชื่อร้านที่จิตต์เป็นผู้ตั้งไว้

จนถึงวันที่ร้านแพร่พิทยาที่ไม่อาจต้านทานกระแสดิสรับชั่นต่อไปได้ ทะยอยปิดสาขาลงอย่างต่อเนื่องจาก 10 สาขา จนในที่สุดสาขาวังบูรพาซึ่งเป็นสาขาแรกต้องปิดตัวลงในปีที่ผ่านมา  เหลือไว้เพียงสาขาสุดท้ายที่สุทธิสาร ตั้งอยู่ในซอยถนอมจิตรเปิดให้บริการอยู่เพียงสาขาเดียว พร้อมบริการสั่งผ่านออนไลน์ทางเฟซบุ๊คและไลน์  ไม่มีการสต๊อกสินค้าแต่อย่างใด

ไม่ใช่แค่ร้านแพร่พิทยาเท่านั้นที่ประสบปัญหา “ร้านดวงกมล” ร้านหนังสือที่เคยโด่งดังในอดีต ก็ประสบปัญหาทางธุรกิจจนต้องทำลายหนังสือถึง 8 ล้านเล่ม โดยที่ทางดวงกมล พยายามเก็บหนังสือที่มีคุณค่าเอาไว้ให้ได้มากที่สุด โดยโพสต์รายละเอียดระบุข้อความไว้ดังนี้..

ทำลายหนังสือ 8 ล้านเล่มประเทศไทย
.
หลายท่านที่เป็นนักอ่านคงตกใจ แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง เนื่องจากร้านหนังสือดวงกมลซึ่งเคยเป็นร้านหนังสือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทยประสบพบปัญหาทางธุรกิจ จนถูกยึดตึกสำนักงานซึ่งใช้เก็บหนังสือด้วย พวกได้รับคำสั่งจากศาลให้ขนหนังสือออกภายใน 1 สัปดาห์ แต่เนื่องจาก หนังสือมีจำนวนเยอะมาก ทำไม่ทันทำให้หนังสือบางส่วนต้องถูกทำลาย ซึ่งจะมีกว่า 8 ล้านเล่ม ต้องถูกทำลายโดยปัจจุบันหนังสือสำคัญๆได้ถูกย้ายไปยังร้านและโกดังที่อยู่พัฒนาการของทางสำนักพิมพ์แล้ว หลายท่านอาจสงสัยว่าหนังสือเยอะขนาดไหนจึงย้ายไม่ทันอยากให้ดูภาพตึกที่นำมานั่นคือ ส่วนที่เก็บหนังสือทั้งหมดยกเว้นดาดฟ้า ด้วยปริมาณหนังสือที่เยอะมากทำให้การบริจาคการแจกฟรีเป็นเรื่องยากจนต้องเลือกวิธีการทำลายเพื่อให้เคลียร์ตึกได้รวดเร็วที่สุด โดยหนังสือที่ถูกทำลายนั้นจะถูกนำไปถอคปกและสันกาวออกแล้วนำไปหลอมกลับไปเป็นกระดาษใหม่  ร้านดวงกมลเคยเป็นร้านหนังสือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นร้านแรกๆที่นำเข้าหนังสือจากต่างประเทศมาขาย และมีโครงการสร้างหมู่บ้านนักเขียนนานาชาติด้วย แต่ด้วยปัญหาทางธุรกิจที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 และสภาพทางธุรกิจที่เปลี่ยนไปทำให้ร้านประสบปัญหาจนเกิดเหตุอย่างที่เห็น

โลกดิจิตอล “น่ากลัว” กว่าที่คิด   วันนี้คุณถามตัวเองหรือยังว่า เดินเข้าร้านหนังสือครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่   

ขอบคุณข้อมูล  www.happeningandfriends.com

 

 

Related Articles

Back to top button