ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่ไม่ได้รักและไม่ได้เกลียด รัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่เมื่อ 7 ปีที่แล้วหลังยึดอำนาจถือวิสาสะเข้ามาบริหารประเทศ
เพลงที่เคยซึ้ง ฟังแล้วพาให้เคลิบเคลิ้มว่าจะ “ขอเวลาอีกไม่นาน” กว่าจะมารู้ตัวว่าโดนหลอกก็เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี และวันนี้ไม่เคยได้ยินเพลงนั้นอีกเลย ซึ่งผมเข้าใจเอาเองว่าคนที่อ้างตัวเป็นผู้แต่งก็คงกระดากอยู่ไม่น้อยหากย้อนกลับไปฟังอีกครั้ง
จากภาพลักษณ์ที่สร้างให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาสมชายชาติทหาร
เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน
พล.อ.ประยุทธ์ เผยความเป็นมนุษย์ลุงผู้ฉุนเฉียวขี้โมโห ด้อยเรื่องบริหารประเทศ สะเปะสะปะด้านเศรษฐกิจ ล้มเหลวด้านการสร้างความปรองดองให้คนในชาติ และเต็มไปด้วยอีโก้ ทำลายภาพลักษณ์ทหารดีๆไปจนหมดสิ้นด้วยปากของตัวเอง
อีโก้ของพล.อ.ประยุทธ์ อาจเป็นเพราะอยู่ระบบทหารมาตลอดชีวิตการทำงานจึงมองประชาชนเหมือนผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้กลายเป็นความเย่อหยิ่ง ซึ่งสะท้อนผ่านการให้สัมภาษณ์ และบุคลิกของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่มาจากทหารด้วยกันเอง
ถามว่าระบบของทหารดีหรือไม่ ก็ต้องตอบว่ามีส่วนดีในเรื่องระเบียบวินัย แต่เป็นจุดด้อยด้านกติกาของสังคม เนื่องจากทหารนั้นเคยชินกับการถูกไต่สวนด้วยศาลทหาร เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับกฎหมายบ้านเมืองที่คนส่วนใหญ่ของประเทศต้องเคารพปฏิบัติ

ความเย่อหยิ่งเริ่มต้นเห็นได้ชัดจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในปี 2562 เมื่อรัฐเป็นผู้ออกแบบวิธีเลือกตั้งให้ตัวเองได้เปรียบชนิดที่ว่า เลือกตั้ง 100 ครั้งก็ชนะ 100 ครั้ง แม้ว่าจะได้จำนวน ส.ส. น้อยกว่าพรรคอื่นก็ตาม
กลไกการเลือกตั้งยังเอื้อให้พรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถมี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้เลยแม้แต่คนเดียวทั้งๆที่ได้จำนวน ส.ส. จากเขตเลือกตั้งทั่วประเทศมากกว่า อันเป็นเรื่องผิดธรรมชาติประชาธิปไตย
ไม่นับ สว. ที่ลากตั้งกันเข้ามาในสภามีหน้าที่โหวตเลือกนายกฯ กลไกเช่นนี้ไม่มีประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ไหนในโลกเขายอมรับกัน
การจะผ่านจุดนี้ไปโดยไม่แยแสเสียงประชาชน ต้องอาศัยความเย่อหยิ่งเท่านั้นครับ
เมื่อมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ความเย่อหยิ่งยิ่งเด่นชัดขึ้นทุกขณะ และเป็นความเย่อหยิ่งที่ไม่ใช่เฉพาะแค่ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น แต่ขยายไปเป็นความเย่อหยิ่งของรัฐบาล
ผมยกตัวอย่างการเยียวยาในช่วงประกาศเคอร์ฟิว จากมาตรการ “เราไม่ทิ้งกัน” ที่แค่เริ่มต้นลงทะเบียนวันแรกก็ทำให้เห็นแล้วว่าเกิดความขัดข้องอย่างไรบ้าง สุดท้ายจากวัตถุประสงค์ต้องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ งบประมาณต้องบานปลายกลายเป็นเยียวยาถ้วนหน้า
ถ้าวันนั้นรัฐบาลลดความเย่อหยิ่งลงแล้วหันมาพัฒนา Big Data เราจะไม่เสียงบประมาณมากมายมหาศาลขนาดนี้ คาดกันว่าปัจจุบันน่าจะเกิน1 ล้านล้านบาทไปแล้ว
ความเย่อหยิ่งถัดมาคือรัฐบาลยังผุดมาตรการเยียวยาออกมาไม่หยุดโดยให้ประชาชน “ลงทะเบียน” ผ่านเว็บหรือแอพพลิเคชั่น ซึ่งนั่นหมายความว่าไม่ได้เรียนรู้ถึงความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นแต่กลับดันทุรังจนสร้างความเหลื่อมล้ำ ทำให้ประชาชนที่เข้าไม่ถึงหรือไม่มีสมาร์ทโฟนต้องตกหล่น
บ่อยครั้งเข้า ชาวบ้านก็เริ่มปลงและไม่อยากได้การเยียวยาอะไรทั้งสิ้น เพราะเข้าไม่ถึง และต่อให้เข้าถึงการช่วยเหลือก็ไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนที่ได้รับ

ล่าสุดโครงการ “เราชนะ” มาตรการเยียวยาที่รัฐบาลภาคภูมิใจจนต้องผุดเฟส 3 เพิ่มเงินให้อีก 2,000 บาท ผ่านแอพ “เป๋าตัง” มีคนทักท้วงจนปากเปียกปากแฉะว่าเงินจำนวนนี้มันไม่บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนได้เลยแต่มันเอื้อประโยชน์ให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า
เงินที่โอนเข้าแอพเป๋าตัง ไม่สามารถจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน แม้กระทั่งเติมน้ำมันก็ไม่ได้ เอาให้ลูกไปโรงเรียนก็ไม่ได้ จะใช้ได้อย่างเดียวคือต้องใช้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
ชาวบ้านทักท้วงว่าการจะเยียวยาด้วยการให้เงินนั้น เมื่อรัฐบาลมีความต้องการจะให้เงินประชาชนแล้ว ประชาชนจะเอาไปทำอะไรมันก็เรื่องของประชาชน อย่างน้อยค่าน้ำ ค่าไฟ ก็ยังได้จ่าย หนี้นอกระบบที่กู้มาก็ยังใช้คืนได้
เงินจากภาษีของประชาชน รัฐบาลมาบังคับให้ใช้ผ่านแอพเพื่ออะไร หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า รัฐบาลก็มีโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งจะว่าไปแล้วได้ผลดีกว่า “เราชนะ” ด้วยซ้ำ
ความเย่อหยิ่งของรัฐบาลนอกจากจะสร้างความหงุดหงิดให้กับชาวบ้านแล้ว ยังสร้างความพังพินาศให้กับประชาชนซ้ำซาก

เมื่อสถานประกอบการต้องถูกสั่งปิด แต่ยังมีอีกหลายชีวิตต้องดิ้นรน การให้เงินสดเหมือน “เราไม่ทิ้งกัน” เพื่อชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย จ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำค่าไฟ ในสถานการณ์เช่นนี้มีความสำคัญที่สุด
ดังนั้นเมื่อหนี้สินแต่ละเดือนของชาวบ้านยังคงอยู่ เงินเยียวยาผ่านแอพ “เป๋าตัง” จะมีประโยชน์อะไร
นี่แค่เรื่องบริหารประเทศในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดนะครับ
ผมเชื่อด้วยว่าคนออกมาตรการ “เราชนะ” และ “คนละครึ่ง” ไม่ได้เป็นผู้ลงทะเบียนใช้มาตรการที่ออกมาด้วยซ้ำ เข้าทำนองที่ว่า “คนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ”
มากไปกว่านั้นคนทำยังอยู่บนหอคอยงาช้าง ไม่รับฟังเสียงชาวบ้านว่าต้องการอะไร
รัฐมนตรีเงินเดือนนับแสนบาท จะไปเดือดร้อนอะไรครับ ต่อให้โควิดระบาดในไทยอีก 10 ปี คนเงินเดือนขนาดนี้ยังไงก็ไม่เดือดร้อน
ก็ในเมื่อท่านไม่เดือดร้อน ทำไมไม่ฟังเสียงประชาชนบ้าง
เมื่อไม่ฟังเสียงประชาชน แต่กลับมาอ้างว่าได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน ความเย่อหยิ่งของพวกท่านมันช่างย้อนแย้งอย่างไม่น่าให้อยู่ในตำแหน่งแม้แต่วันเดียว
ผลงานที่ผ่านมา 7 ปี ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมากินเงินเดือนจากภาษีประชาชนเลยแม้แต่บาทเดียว
พวกท่านมันมีได้แต่อำนาจเท่านั้นละครับ
ผมคิดว่าสุดท้ายแล้ว หากยังเย่อหยิ่งสร้างแต่ความพินาศต่อไป รัฐบาลนี้จะจบลงโดยที่ไม่ได้ใจจากประชาชนเลยด้วยซ้ำ
(โดย: ธนก บังผล)