ถอดแนวคิดเจ้าสัวแบงก์กรุงเทพ Role Model ‘กบ ตั้งงี่สุน’ ยักษ์ค้าปลีกเมืองอุดร

ใครจะไปคิดว่า จากข้อความบนตัวหนังสือสมัยเป็นเด็กรุ่นๆ จะกลับมาได้ใช้ในชีวิตจริงในวัย 50 ต้นๆ ของผู้ชายที่ชื่อ ‘มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์’ หรือเฮียกบ เจ้าของค้าปลีกค้าส่งดังอย่าง ตั้งงี่สุน ขาใหญ่แห่งจังหวัดอุดรธานีในวันนี้
หลังจากที่รัฐบาลออกพรก.ฉุกเฉินพ.ศ. ๒๕๕๘ หรือ พ.ร.ก ฉุกเฉิน ที่เริ่มใช้เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเปลี่ยนไป เห็นได้จากการกักตุนสินค้าที่หนาตาผิดปรกติในจังหวัดอุดรธานี อีกทั้ง พฤติกรรมการจ่ายเงินก็เปลี่ยนไปโดยมีการจ่ายเงินผ่านระบบ QR CODE มากขึ้น แสดงให้เห็นถึงความวิตกการแพร่เชื้อโควิดผ่านธนบัตรจึงเปลี่ยนมาใช้รูปแบบ‘คิวอาร์โค้ด’ หรือการชำระเงินแบบสังคมไร้เงินสด

มิลินทร์ ย้ำอยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องการให้ประชาชนตื่นตระหนกในการกักตุนสินค้าไปมากกว่านี้ เพราะค้าปลีกรายใหญ่ๆ ต่างยืนยันถึงปริมาณสินค้าที่เพียงพอแก่ความต้องการแน่นอน ไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้าแต่อย่างใด อีกทั้งจะทำให้ สิ่งที่หลายฝ่ายพยายามรณรงค์ให้ประชาชนไม่ต้องกักตุนสินค้าเนื่องจากมีปริมาณพียงพอแก่ความต้องการก็จะเปล่าประโยชน์ไปในทันที
กลยุทธ์ที่มิลินทร์ นำมาใช้ในตอนนี้คือการนำสินค้าต่างๆ กองมหึมา มากองโชว์ให้ลูกค้าเห็นเลยว่า สินค้ามีจำนวนมาก ไม่ต้องตุนให้เปลืองพื้นที่




กลยุทธ์ดังกล่าว มิลินทร์ บอกว่า เขาใช้โมเดลเดียวกับเจ้าสัวธนาคารกรุงเทพ ‘ชิน โสภณพนิช’ ที่เขาเคยอ่านหนังสือเมื่อครั้งหลาย 10 ปีที่ผ่านมาและเป็นกลยุทธ์ที่เขาชื่นชอบ นั่นคือ เมื่อปี 2527 มีผู้ปล่อยข่าวลือแจกใบปลิวในย่านการค้าของคนจีนที่สำเพ็ง เยาวราช ทรงวาด พาหุรัด และราชวงศ์ เนื้อหาระบุว่า “ธนาคารกรุงเทพ” กำลังจะล้ม เพราะการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของสาขาฮ่องกงที่ปล่อยให้เกิดหนี้สูญหลายหมื่นล้านบาท


ขณะที่ในประเทศก็มีหนี้สูญอีกถึง 50,000 ล้านบาท จึงขอให้ผู้มีเงินฝากกับธนาคารกรุงเทพรีบไปถอนเงินออกมาจากธนาคารโดยด่วน
ข่าวลือนี้สร้างความหวั่นไหวให้กับผู้ฝากเงินกับธนาคารอย่างมาก และทำให้มีลูกค้าแห่มาถอนเงินกันเป็นจำนวนมาก จนผู้บริหารโดยเฉพาะเจ้าสัวชาตรี ต้องนำเงินสดออกมากองเป็นตั้งๆให้ผู้คนได้เห็นว่าธนาคารมีเงินมากพอที่จะให้ถอน และถอนอย่างไรธนาคารก็ไม่สะเทือน!
ด้วยกลยุทธ์ที่ “เจ้าสัวชิน” ขนเงินออกมาโชว์เต็มหน้าตัก และคำยืนยันของรัฐบาลจึงทำให้ธนาคารกรุงเทพผ่านบททดสอบครั้งใหญ่ภายในระยะเวลาอันสั้น ลูกค้าที่ถอนเงินออกไปเริ่มหวนกลับมาฝาก ธนาคารกรุงเทพได้รับความเชื่อมั่นกลับคืนมาจนถึงทุกวันนี้
มิลินทร์ บอกว่า ไม่น่าเชื่อว่า แนวคิดของเจ้าสัวแบงก์กรุงเทพ Role Model ที่เขาชื่นชอบในวันวานเมื่อครั้งเยาว์วัยจะกลายเป็นกลยุทธ์ที่เขางัดมาใช้ในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองวิกฤตจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้คลายความหวาดวิตกในเรื่องสินค้าโดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันครอบคลุมทุกกลุ่ม
นอกจากโมเดลเจ้าสัวแบงก์กรุงเทพที่มิลินทร์ ยึดมั่นในการบริหารงานแล้ว แนวคิดผู้บริหารค่ายรถยนต์จากต่างแดนอย่างไคร์สเล่อร์ก็เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มิลินทร์ชื่นชอบ ครั้งหนึ่งเมื่อเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ ผู้บริหารระดับสูงได้ลดเงินเดือนตัวเองเหลือเพียง 10% เพื่อนำเงินส่วนต่างที่เหลือมาโอบอุ้มพนักงานให้สามารถอยู่รอดได้
แนวคิดดังกล่าว อยู่ในหัวของผู้ชายของคนนี้อยู่ตลอดเวลา และเขาบอกเลยว่า หากวันหนึ่งธุรกิจของเขาต้องเจอกับวิกฤตขนาดนั้น เขาก็พร้อมที่จะทำแบบเดียวกัน เพื่อให้พนักงานที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขามาหลายร้อยชีวิตได้อยู่รอดต่อไป
ซึ่งไม่เพียงพนักงานของเขาเท่านั้น ที่มิลินทร์ให้ความสำคัญ พันธมิตรที่ทำธุรกิจกับเขามา หากต้องเจอวิกฤตเขาก็พร้อมยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเช่นเดียวกัน
มิลินทร์ ทิ้งท้ายกับสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในเวลานี้ว่า หากเราร่วมมือร่วมใจกัน ‘หยุดอยู่บ้าน หยุดแพร่เชื้อ ช่วยหมอ ไม่กักตุนสินค้า หน้ากากอนามัยต้องมี เจลล้างมือ ต้องมา ไข่ไก่ต้องไม่แพง ประเทศไทยต้องรอด และเราจะรอดจากวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน….


