ส่อง “สำเพ็ง” ในวันที่ต้องเยียวยาอย่างเร่งด่วน!!!!
ภาพที่น่าจะสะท้อนเหตุการณ์ได้หลายอย่างในช่วงที่ผ่านมาคือ ภาพที่ปรากฏในโลกออนไลน์ในความเงียบเหงาของย่านเก่าแก่อย่าง “สำเพ็ง”ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบ 50 ปี ด้วยความเป็นย่านการค้าเก่าแก่มีชื่อเสียง มีสินค้าหลากหลาย และได้รับความนิยมจากพ่อค้าแม่ค้าที่มาซื้อสินค้าเพื่อไปขายต่อ ทำให้ข่าวนี้สร้างความตื่นตระหนกว่า ตลาดแห่งนี้จะยังคงอยู่ได้ต่อไปหรือไม่ แล้วภาวะเศรษฐกิจเป็นเหตุผลเดียวจริงหรือที่ทำให้ “สำเพ็ง” ซบเซาหนักขนาดนี้
ย่านสำเพ็ง เป็นพื้นที่ตั้งอยู่ในเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เป็นย่านธุรกิจ เก่าแก่ และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ของชาวจีน ซึ่งบรรพบุรุษส่วนใหญ่อพยพมาจากเมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางเจา โดยเข้ามาตั้งรกรากและ พึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์ไทย นับแต่เริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดฯให้ชาวจีน ซึ่งมีบ้านเรือนอยู่ในบริเวณพระบรมมหาราชวังในปัจจุบัน ย้ายมาตั้งถิ่นฐานบริเวณย่านสำเพ็งนี้ ชาวจีนส่วนใหญ่ ได้ตั้งครอบครัวทำมาหากินด้วยความร่มเย็นเป็นสุขสืบทอดมาหลายชั่วคน
บริเวณสำเพ็ง ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวจีน มีอาณาบริเวณตั้งแต่สะพานหันไปถึงวันเกาะ (วัดสัมพันธวงศ์ ) มีร้านค้าขายสินค้านานาชนิดของชาวจีน ตั้งอยู่ริมสองฟากถนนในตรอกแคบๆ สินค้าส่วนใหญ่ได้แก่ ผลไม้จากต่างประเทศ ผ้าแพรพรรณ สบู่ ยา ทองคำ เครื่องแก้ว ใบชา มีด เครื่องมือ เครื่องใช้ทำด้วยเหล็ก และสินค้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากประเทศจีน

สำเพ็งในอดีตนั้น มีลักษณะพิเศษ คือนอกจากจะเป็นแหล่งการค้าที่สำคัญแล้ว ยังเป็นแหล่งอบายมุข เช่น โรงเหล้า โรงน้ำชา โรงฝิ่น โรงหวย บ่อนการพนัน และโรงโสเภณี เป็นที่แสวงหาความสำราญ และเป็นที่เที่ยวเตร่ของชาวพระนครในยามค่ำคืนด้วย
ตลอดถนนสำเพ็ง จะมีตรอกแยกเป็นจำนวนมาก เช่น ตรอกปราศรัย ตรอกสันติภาพ ตรอกโคมไฟ ตรอกเตาลม ตรอกกะทะ ตรอกถั่วงอก เป็นต้น ในแต่ละตรอกจะมีบ้านเรือนของชาวจีนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น
ปัจจุบัน สำเพ็งเป็นย่านการค้าที่คึกคักมากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร โดยเปิดขายตั้งแต่เวลา 08:00 ถึง 17:00 น. ในเวลากลางวัน และยังในเวลากลางคืนตั้งแต่เวลา 23:00 น. จนล่วงเข้าสู่วันใหม่ในเวลา 01:00 หรือจนถึง 06:00 น. ในยามเช้าโดยสินค้าที่นิยมขาย ได้แก่ กิฟต์ช้อป, เครื่องประดับตกแต่งเสื้อผ้า, เสื้อผ้าแฟชั่น, หมวก, นาฬิกา, ตุ๊กตาหรือของเล่นเด็ก รวมถึงอาหารด้วย เป็นต้น โดยมีทั้งขายปลีกและขายส่งขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันสำเพ็งก็ยังคงรักษาความเป็นย่าน ธุรกิจการค้ามาได้จนตราบเท่าทุกวันนี้
ที่ผ่านมาต้องยอมรับเศรษฐกิจบ้านเราชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมต่อเนื่องมามาหลายปี ภาพบรรยากาศการค้าย่านตลาดสำเพ็งที่เงียบเหงา เป็นตัวอย่างของตลาดค้าส่งค้าปลีกใหญ่ ที่สร้างเสียงอื้ออึงร่วมวงสะท้อนปัญหายอดขายตกของพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยตามพื้นที่ต่างๆ
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กบัญชี ‘ร้าน ว.เครื่องประดับ พี่ใหญ่’ เปิดเผยภาพและระบุข้อความว่า “ตลาดสำเพ็งไม่เคยเงียบเหงาอย่างนี้ในรอบ 50 ปีสงสารจริง” สร้างเสียงตอบรับและพูดถึงสภาพเศรษฐกิจ การค้าของรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าตามพื้นที่ต่างๆ มาร่วมแสดงความเห็นกันมากมาย โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับสภาพเศรษฐกิจและการค้าในตลาดค้าส่งค้าปลีกแห่งนี้ที่เงียบเหงา ไม่มีคนเดินซื้อของจับจ่ายสินค้าอย่างที่ผ่านๆ มา
แม้ว่า บางคอมเมนต์จะพยายามชี้ว่า การค้าแบบเดิมกำลังถูกเบียดด้วยพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ แต่คนค้าออนไลน์จำนวนหนึ่งทีเข้ามาคอมเมนต์ ก็ออกเสียงว่าค้าขายไม่ได้คล่องมือนัก

จากการสอบถามพ่อค้าขายเครื่องหนังรายหนึ่งในตลาดสำเพ็ง เขายอมรับว่า สภาพการค้าในสำเพ็งเงียบเหงาลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ 3-4 ปีที่ผ่านมา และตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบัน ถือว่าเงียบเหงามากที่สุด ส่งผลให้มีร้านค้าหลายร้านที่ทุนไม่มากพอ ต้องทะยอยปิดตัวไปเพราะสู้ค่าเช่าไม่ไหว โดยค่าเช่าที่สำเพ็งถือว่าสูงมากหลักแสนบาทต่อเดือน
ประเด็นสำคัญทีน่าจับตาเป็นพิเศษ ร้านค้าในสำเพ็งขณะนี้มีคนจีนเข้ามาเช่ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเป็นการเช่าเพื่อนำสินค้าจากจีนเข้ามาขายในราคาถูก ทั้งหน้าร้านและขายออนไลน์ ยิ่งเป็นการซ้ำให้พ่อค้าแม่ค้าคนไทยที่ขายของประเภทเดียวกันอยู่ยากขึ้นไปอีกหรือไม่

ปรากฏการณ์สำเพ็งเงียบเหงาไร้ร้างผู้คน ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ภาคการเมืองที่ยังคงไม่นิ่ง รัฐบาลชุดใหม่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง การเข้ามาแทนที่ของการค้าขายออนไลน์ที่มาเบียดบังลูกค้าที่หันไปช้อปปิ้งออนไลน์แทน
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ล้วนต้องการการเยียวยาจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน เพราะสำเพ็ง ถือเป็นย่านที่สะท้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจในประเทศได้เป็นอย่างดี เหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่มาซื้อสินค้าจากย่านแห่งนี้ล้วนนำไปขายต่อแทบทั้งสิ้น เมื่อมาซื้อแล้วขายสินค้าไม่ได้ก็ไม่มาซื้ออีก

นอกจากนี้ การเข้ามายึดโยงพื้นที่ของคนจีนที่กำลังเกิดขึ้นและกระจายวงกว้างจะกลายเป็นปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียวที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก่อนที่สำเพ็งจะถูกเปลี่ยนมือไปอย่างสิ้นเชิง……



