ไม่ไหวบอกไหว! ‘สายชล เพยาว์น้อย’เปิดกว้างหาผู้ร่วมทุนพยุง บ้านใร่กาแฟ
หากย้อนหลังไปเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาชื่อชั้นของ “บ้านใร่กาแฟ” น่าจะยังเป็นที่จดจำของใครหลายคนได้เป็นอย่างดี เพราะร้านกาแฟแบรนด์นี้ก่อกำเนิดโดยผู้ชายธรรมดาๆ ที่ชื่อ “สายชล เพยาว์น้อย” ผู้ที่พกไอเดียมาแบบดิบๆ ตามสไตล์หนุ่มบ้านนอก ที่เริ่มสร้างแบรนด์ตั้งแต่ชื่อร้านที่จงใจเขียนผิดเพื่อให้สะดุดตา ในช่วงนั้น บ้านใร่กาแฟถือว่าสามารถแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัว และเคยเฟื่องฟูโดยมีจำนวนมากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศมาแล้ว ก่อนที่จะค่อยๆ หายไปจากตลาด จนตอนนี้แทบจะหาสาขาแบรนด์นี้ได้ยากเต็มที

‘สายชล เพยาว์น้อย’ วันนี้ในวัย 53 ปี เปิดใจกับทีมงาน BIZpromptINFO ว่า หลังจากที่ประกาศหาผู้ร่วมลงทุนเพื่อพยุงกิจการบ้านใร่กาแฟที่เขาปลุกปั้นมากับมือให้สามารถโลดแล่นบนถนนสายธุรกิจต่อไปได้มาสักพักก็ยังไม่สามารถหาผู้ร่วมลงทุนได้ ซึ่งหากมีบริษัทไหนสนใจสามารถเข้ามาเจรจากันได้ทุกกรณีแบบไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากเขาต้องการให้แบรนด์กาแฟที่เขารักกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ซึ่งนอกจากผู้ร่วมทุนแล้วเขายังประกาศขายที่ดินรอบๆ ตลาดโรงคั่ว หนองแซง สระบุรีอีกด้วย
สายชล ย้อนหลังให้ฟังว่า หลังจากที่หันหลังให้กับกรุงเทพมหานคร เขาตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่จังหวัดสระบุรีซึ่งมีที่ดินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ด้วยการแบกความฝันที่ยังมีชีวิตมาก่อร่างสร้างอาณาจักรบ้านใร่กาแฟในเวอร์ชั่นของเขาบนพื้นที่ 8 ไร่ ตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์กำเนิดตำนานบ้านใร่กาแฟซึ่งเป็นสถานที่แสดงความเป็นมาของการเกิดตำนานบ้านใร่กาแฟ รวบรมอุปกรณ์สิ่งของ เครื่องใช้ที่กี่ยวข้องกับการกำเนิดตราบ้านใร่กาแฟในยุคแรกเป็นต้นมาตั้งแต่ปี 2540 เช่น ของประดับตกแต่งภายในร้านรุ่นแรก เสื้อผ้า เครื่องใช้ภายในร้าน พร้อมเปิดตลาดโรงคั่วที่ขนเอาความเป็นบ้านใร่กาแฟทั้งหมดทุกชิ้นมาไว้ ณ ที่นี้ เพื่อให้คนที่สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู็ โดยเปิดให้เข้าชมฟรี

กว่าสองทศวรรษ บ้านใร่กาแฟของเขาผ่านมาแล้ว 3 ยุค เริ่มจากยุคก่อสร้างแบรนด์,ยุคสร้างแบรนด์และยุคสุดท้ายคือยุคการใช้แบรนด์ ซึ่งตลาดโรงคั่วอยู่ในยุคนี้โดยเปิดตั้งแต่วันที่ วันที่ 2 ธันวาคม 2560 รวมระยะเวลาถึงขณะนี้ได้ปีครึ่ง สายชล เรียกที่นี่ว่า พื้นที่อันเป็นหัวใจขององค์การบ้านใร่กาแฟ เพราะทุกอย่างรวมอยู่ที่นี่
แต่ด้วยความที่บอบช้ำจากธุรกิจที่เขาสร้างมากับมืออย่าง ‘บ้านใร่กาแฟ’ ที่ขณะนี้เหลืออยู่ 14 สาขาทั่วประเทศ สายชลยอมรับว่า เขาแบกภาระหนี้สินสูงถึง 30 ล้านบาท แต่ยังไม่ขอยอมแพ้เพราะเขาเชื่อว่าแบรนด์บ้านใร่กาแฟยังมีกลุ่มคนที่ชื่นชอบในรสชาติของสินค้าและมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ แต่ครั้นจะขยายสาขาเพิ่มก็ติดปัญหาด้านการเงิน ซึ่งอันดับแรกเขาต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้จบก่อน

หนทางเดียวที่จะหลุดพ้นหนี้ก้อนโต ขณะเดียวกันก็สามารถสานฝันที่อยู่ในตัวของเขาได้ นั่นคือ การหาพันธมิตรหรือผู้ร่วมลงทุน ซึ่งมีเข้ามาคุยเรื่อยๆ แต่ยังไม่ได้สรุป
นอกจากมองหาผู้ร่วมลงทุนแล้ว ไพ่ใบสุดท้ายที่เขามีคือการประกาศขายที่ดินซึ่งตั้งอยู่รอบๆ ตลาดโรงคั่ว หนองแซง สระบุรี เพื่อนำเงินมาปลดหนี้เจ้าหนี้ทั้งหลายที่ทุกวันนี้ยังคงให้โอกาสเขาอยู่
ชีวิตของผู้ชายคนนี้ ผ่านมาหลายสิ่งหลายอย่างจนกล้าแกร่ง หลังจากที่หันหลังให้กับเมืองกรุงด้วยอาการบอบช้ำอย่างหนัก สายชลฟูมฟักและหล่อเลี้ยงจิตใจตัวเอง โดยใช้สถานที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่ชุบชูจิตใจไม่ให้เป็นโรคซึมเศร้าจนรอดมาได้

วันนี้ แม้ว่าเขาจะยังยืนไม่ค่อยแข็งแรงมากนักก็ถือว่าผ่านพ้นช่วงชีวิตที่ต้องใช้คำว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เมื่อเกิดไฟไหม้ที่โรงคั่วกระหน่ำชีวิตอีกระลอกซึ่งกว่าจะผ่านมาได้ สายชลบอกว่า หนักหนาเอาการ

ภาพบ้านใร่ในความคิดของสายชล เขายังคงเชื่อมั่นว่า ถ้าได้รับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้ ภาพความเป็นบ้านใร่กาแฟจะกลับมา เพราะตอนนี้รอยต่อยังไม่ขาดตอน น่าจะเรียกความรู้สึกเดิมในเวอร์ชั่นใหม่ได้ เพราะแค่ 2 ทศวรรษ แต่ถ้าแก้ไม่ได้ ก็จะเป็นไปตามวัฏฏะของทุกอย่าง และคงหายไปในที่สุด…..


