โคม่า! ‘สมาคมค้าปลีก’ คาดไตรมาส 2 ติดลบหนัก 20 – 50% ร้องรัฐ 4 ข้อช่วยเยียวยา
ประกาศปลดล็อคเป็นที่เรียบร้อยสำหรับศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. มีมติเห็นชอบให้ผ่อนคลายด้วยการอนุญาตให้ห้างสรรพสินค้ากลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง แต่จะต้องมีมาตรการป้องกันความเสี่ยง โดยทุกแห่งจะต้องเปิด-ปิดพร้อมกัน เวลา 10.00-20.00 น. เริ่มต้ังแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา
นายคมสัน ขวัญใจธัญญา รักษาการประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และผู้บริหารระดับสูงจากห้างค้าปลีกและศูนย์การค้าชั้นนำของไทย อาทิ คุณญนน์ โภคทรัพย์ คุณวัลยา จิราธิวัฒน์ คุณศุภลักษณ์ อัมพุช คุณคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล คุณวิภาดา ดวงรัตน์ คุณพิทยา เจียรวิสิฐกุล คุณสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย โดยมอบหมายให้ ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ค้าปลีกไทย นำเสนอนโยบายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศของสมาชิกสมาคมและภาคีเครือข่ายค้าปลีกต่างจังหวัด
ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้มีการคาดการณ์การฟื้นตัวธุรกิจค้าปลีก โดยเห็นว่า ตัวเลขดัชนีค้าปลีก ที่ออกมาในไตรมาสที่ 1 นี้ จะไม่ใช่ตัวเลขที่ต่ำที่สุด แต่จะอยู่ในไตรมาสที่ 2 โดยรวมในไตรมาสหนึ่งลดลงกว่าร้อยละ 3-7 และในไตรมาสสองจะเห็นการเติบโตติดลบมากถึงร้อยละ 20 – 50 ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกในย่านเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ รวมถึงร้านค้าปลีกแฟชั่น เครื่องหนัง เครื่องสำอาง ได้รับผลกระทบมากที่สุด จนเมื่อมาตรการผ่อนคลายความเข้มข้น ธุรกิจค้าปลีก คาดว่าจะเริ่มทรงตัว แต่การเติบโตก็ยังไม่เหมือนเดิม คาดว่ายังคงติดลบมากกว่าร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับไตรมาสสามของปีที่แล้ว
สมาคมฯคาดว่า ธุรกิจค้าปลีกและศูนย์การค้า จะพลิกฟื้นกลับมาจุดเดิมคงต้องใช้เวลา 8-24 เดือน หลังจากที่สถานการณ์ COVID-19 ดีขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวมากหรือน้อย

ทั้งนี้ นโยบายสมาคมฯ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤต COVID – 19 มีดังนี้
1. การจ้างงาน วิกฤติครั้งนี้สร้างผลกระทบต่อแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า ที่มากสุดก็คือ ภาคบริการ ซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร สมาชิกสมาคมฯ และศูนย์การค้า รวมถึงเครือข่ายภาคีค้าปลีกต่างจังหวัด มีมติให้คงการจ้างงานที่มีอยู่
1.1 ล้านคน และจะไม่มีการเลิกจ้างแต่อย่างใด
2. การสร้างงาน สมาชิกสมาคมฯ ที่ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้ากว่า 100 ศูนย์การค้า รวมทั้งพื้นที่การค้าใน Hypermarket อีกกว่า 350 สาขา จะจัดสรรพื้นที่ให้กลุ่มอาชีพอิสระและแรงงานพาร์ทไทม์ มาจำหน่ายสินค้า โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งสมาคมฯ เชื่อว่าจะสามารถสร้างงานเพิ่มขึ้นอีก 120,000 อัตรา
3. เพิ่มรายได้ ธุรกิจค้าปลีกมีการซื้อสินค้าจากกลุ่มกลุ่มเกษตรกรโดยตรงปีละ 1.8 หมื่นล้านต่อปี สมาชิกของสมาคมฯ จะเพิ่มการซื้อผลผลิตโดยตรงจากเกษตรกรเพิ่มขึ้นเป็น 3 หมื่นล้านบาทต่อปี
4. ลดภาระค่าครองชีพ สมาชิกสมาคมฯ และเครือข่ายค้าปลีกต่างจังหวัดกว่า 57 แห่ง มีความเห็นร่วมกันที่จะตรึงราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนกว่า 50,000 รายการ ตลอดปี

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของ COVID – 19 ต่อเศรษฐกิจโลกแตกต่างกว่าวิกฤตเศรษฐกิจอื่นๆ วิกฤต COVID – 19 เป็นการหยุดชะงักอย่างฉับพลัน (sudden stop) ของเศรษฐกิจทั่วโลก จากปัญหาโรคระบาดที่ทำให้เกิดช๊อคต่อเศรษฐกิจทั้งด้านอุปทานผ่านการเจ็บป่วยของผู้คนและมาตรการควบคุมโรค เช่น การปิดเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผลิต ขนส่ง และจำหน่ายสินค้า และด้านอุปสงค์ผ่านรายได้ที่ลดลง ความหวาดกลัวต่อการติดโรค และความเชื่อมั่นที่ลดลงกับอนาคตที่ไม่แน่นอน ผลกระทบที่มีต่อธุรกิจค้าปลีกที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากการ Lock Down ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า สถานที่บันเทิงพักผ่อนคลายร้อน ร้านอาหาร ภัตตาคาร ที่ชัดเจน
1. ธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจบริการหยุดชะงัก ส่งผลขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง
2. ผู้ประกอบ SME และเกษตรกรกว่า 400,000 ราย ซึ่งเป็นห่วงโซ่ขาดรายได้ ส่งผลกระทบต่อหนี้ทางธุรกิจ ธุรกิจจะฟื้นคืนกลับมาสู่จุดเดิมต้องใช้เวลา 8-24 เดือน
3. ภาวะการว่างงานและการจ้างงานไม่เต็มอัตราเป็นจำนวนมากซึ่งคาดว่าจะมีกว่า 3-5 ล้านคน

ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้เสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในระยะสั้น ดังนี้
1. การอนุมัติ Soft Loan ผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีก เพิ่มสภาพคล่องแก่วิสาหกิจ SME และ เกษตรกร ด้วยการอนุมัติ Soft loan ผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีก เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องใหม่ของหลายคน แต่เป็นเรื่องที่เป็นไปได้และตรงเป้าที่สุด ธุรกิจค้าปลีกเปรียบเสมือนแพลตฟอร์มใหญ่ที่เชื่อมต่อผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย เกษตรกร สู่ผู้บริโภค การพิจารณาสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการกว่า 400,000 ราย ผ่านแพลตฟอร์มกลุ่มธุรกิจค้าปลีก การพิจารณา Soft Loan ให้กับผู้ประกอบการผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีก จะเป็นช่องทางที่จะถึงมือผู้ประกอบการโดยตรงและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
2. ช่วยเหลือค่าครองชีพแก่แรงงานภาคค้าปลีกและบริการ
– ผ่านระบบประกันสังคม โดยเสนอให้ขยายมาตรการเยียวยาในระบบประกันสังคมให้ยังได้รับความช่วยเหลือตามสิทธิประกันสังคมต่อไปอีกจนถึงสิ้นปี พ.ศ.2563
– ผ่อนผันให้มีการจ้างงานเป็นรายชั่วโมงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อแรงงานมีความยืดหยุ่นในการเพิ่มรายได้
3. กระตุ้นแคมเปญการจับจ่ายและการบริโภค
– เสนอให้นำโครงการ “ช้อป ช่วย ชาติ” กลับมาสามารถช้อปได้ทุกสินค้า โดยมีวงเงิน 5 หมื่นบาท ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงธันวาคม
– ผลักดันโครงการ “ไทยเที่ยวไทย ไทยช้อปไทย” เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
4. มาตรการช่วยลดต้นทุน และเสริมสภาพคล่องธุรกิจค้าปลีก
4.1 พิจารณาเลื่อนการจ่ายภาษีนิติบุคคลในงวดครึ่งปีหลังของปี 2562
4.2 พิจารณาลดภาษีนิติบุคคลจากอัตราร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 10 เป็นเวลา 3 ปี
4.3 พิจารณายกเว้นภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน ประจำปี 2563 – 2564
4.4 พิจารณาให้นำงบการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการยกระดับสาธารณสุขเพื่อให้อาคารสถานที่ปลอดจากเชื้อไวรัส COVID – 19 มาเป็นค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 3 เท่า
4.5 พิจารณาปรับลดเงินสมทบประกันสังคมในส่วนนายจ้างจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 1 ตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงเดือนธันวาคม 2563
4.6 พิจารณาลดอัตราค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ลงอย่างน้อยร้อยละ 15 จากอัตราปกติเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 ปี
4.7 พิจารณาให้นำงบการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการลงทุนเพื่อสร้าง Digital Infrastructure เพื่อสร้าง Ecosystem สู่การ Work from Home และe-commerce ตามนโยบาย Thailand 4.0 มาเป็นค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 3 เท่า



