Columnist

‘เงินเยียวยา’จะกลายเป็นดาบสองคม!!!

เงินเยียวยาจะกลายเป็นดาบสองคม

ธนก​ บังผล

จดๆจ่อๆรำมวยกันมาหลายยก​ ในที่สุด​ “เคอร์ฟิว” ที่หลายคนคาดการณ์หรือรอคอยก็ถูกประกาศใช้วันนี้เป็นวันแรก​ พร้อมสโลแกน​ “สุขภาพนำเสรีภาพ”

นั่นหมายความว่ารัฐบาลบริหารสถานการณ์การณ์ต่างๆด้วยการออกกฎหมาย​ ข้อบังคับ​ ให้ประชาชนปฏิบัติอย่างเคร่งครัด​ หากฝ่าฝืนมีทั้งโทษจำและปรับ

ก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะครับ​ เพราะข้อดีข้อเสียมันขึ้นอยู่กับว่าได้สร้างผลกระทบต่อใคร​ อาชีพไหนบ้าง​ ที่แน่ๆเลยคือมีคนตกงาน​ ขาดรายได้มาต่อแถวกันเพิ่มมากขึ้น

การห้ามประชาชนออกนอกที่พักอาศัย​ รวมทั้งสั่งปิดร้านค้าระหว่างเวลา​ 22.00น.-04.00น.นั้น​ หากมองด้วยความสะใจต้องการความเป็นระเบียบหลังจากที่ผ่านมาการบังคับใช้​ พรก.ฉุกเฉินฯ​ พบว่ายังคงมีกลุ่มบุคคลจับกลุ่มสังสรรค์​จนดึกดื่น​ หรือวัยรุ่นรวมตัวกันตามหน้าร้านสะดวกซื้อ​ มันขัดหูขัดตาชาวบ้านที่เขาเคร่งครัดเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ไม่แปลกครับ​ ถ้าเราจะซีเรียสกับเป้าหมายของรัฐบาลที่บอกว่าจะต้องชนะสถานการณ์ในตอนนี้​ ผมคิดว่าเป้าหมายของรัฐบาลก็คือความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ที่อยากจะให้การแพร่ระบาดในไทยจบสิ้นเสียที​ ยิ่งยืดเยื้อก็ยิ่งเสียหายกับทุกภาคส่วน

แต่รัฐบาลจะชนะบนความพังพินาศของประชาชนหรือไม่​?

ผมเข้าใจได้นะครับว่าโรคระบาดอุบัติใหม่อย่างโควิด-19​ เกิดขึ้นบนโลกเป็นครั้งแรก​ ไม่มีผู้นำประเทศไหนเคยรับมือกับภาวะเช่นนี้มาก่อน​ ดังนั้นย่อมต้องมีการควบคุมการแพร่ระบาดในพื้นที่อย่างเข้มงวด

รัฐบาลไทยเป็นอีกชาติหนึ่งที่รู้ตัวช้า​ เงอะงะ​ และบริหารประเทศได้อย่างน่าผิดหวังที่สุดครับ​ หากเทียบกับจีนและไต้หวันแล้วฝีมือยังห่างชั้นมากนัก​

นอกจากนี้มาตรการเยียวยาที่ต้องออกมาควบคู่กับการบังคับนั้นก็หน่อมแน้ม​ ปวกเปียก​ ทิ้งช่องว่างมากมาย​ และมีแนวโน้มว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าไม่ถึงหรือไม่ได้รับการช่วยเหลือจากผลกระทบที่ต้องขาดรายได้

ลดค่าไฟ​ 3% ผมอยากทราบว่าลดทำไมครับ​ ช่วงที่ประเทศต้องประสบกับอากาศร้อนระดับ 40 ​องศา​ อีกทั้งค่า​ FT​ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าค่าความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนั้น​ ถูกปรับขึ้นมาตั้งนานแล้ว

FTเป็นค่าที่แม้ว่าบ้านไหนจะใช้ไฟน้อยก็ต้องจ่าย​ เพราะคิดจากกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ​ ดังนั้นที่ผ่านมาอาจมีบางคนสงสัยเหมือนผมว่า​ ทำไมค่าไฟช่วงเดือนเมษายน​- มิถุนายน​ ถึงแพงมากกว่าค่าไฟรอบบิลทั้งปี​ ก็มาจากค่า ​FT​ นี่ละครับ​

แพง… แพงแบบว่าแทบไม่อยู่บ้านเลยแต่ค่าไฟทะลุหลักพันบาท​ ผมก็เคยต้องจ่ายมาแล้ว

ในขณะที่เงินประกันการใช้ไฟฟ้า​ ใครได้รับตั้งแต่วันที่​ 31​ มีนาคมบ้างครับ​

ประสบการณ์จากชิม​ ช็อป​ ใช้​ ไม่เคยเป็นบทเรียนให้กับระบบการลงทะเบียนนโยบายประชานิยมเลย​ เร็วๆนี้จะมีค่าประกันการใช้น้ำให้ระทึกกันอีก​

ส่วนเงินเยียวยา​ 5,000​ บาท​ ญาติพี่น้องใครลงทะเบียนแล้ว​ ผมแนะนำให้เตรียมใจล่วงหน้านะครับ​ ไม่ต้องเป็นหมอดูก็เดาได้เลยว่ามาตรการนี้เละเทะแน่นอน​

ผมประเมินจากสายตาแล้วคิดว่ารัฐบาลมีแต่เสียกับเสีย แทนที่จะได้คะแนน​ แค่ออกมาบอกว่าแบ่ง​ 4​ กลุ่มอาชีพที่จะได้รับเงินก่อน​ ก็ผิดแล้วครับ​

เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากสำหรับผมนะครับว่าทำไม​ นายกรัฐมนตรีต้องย้ำบ่อยๆว่า​ “ต้องชนะ” การระบาดครั้งนี้​ เพราะมันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทำอยู่แล้วจะมาบอกประชาชนทำไม

 

บางคนก็ถามว่าเชื้อโรคระบาดตอน​ 4​ ทุ่มถึง​ ตี4​ หรืออย่างไร​ จึงประกาศไม่ให้ประชาชนออกบ้านมาเจอไวรัส

เรามีตัวเลขการแพร่ระบาดสูงขึ้นแบบทวีคูณตั้งแต่สนามมวย​เป็นต้นมา​ ส่วนหนึ่ง.. สาเหตุมันอยู่ตรงนี้​

หลังจากนั้นรัฐบาลประกาศ​ Lockdown​ ทำให้คนจาก​ กทม.​ แห่กลับภูมิลำเนา​ จนการระบาดกระจายไปทั่วประเทศ​ ส่วนหนึ่ง.. สาเหตุมันอยู่ตรงนี้

แต่สุดท้าย​ คนหาเช้ากินค่ำที่เคยขายก๋วยเตี๋ยวข้างทาง​ ปลาหมึกปิ้ง​ ลูกชิ้นทอด​ ฯลฯ​ ต้องได้รับผลกระทบอย่างจัง
ยังกล้าประกาศ​ 4​ กลุ่มอาชีพที่จะได้รับเงินก่อนอีกหรือครับ​ ผมถือว่าเป็นการกระทำที่ใจดำมากๆ

ผ่านมาเกือบ​ 10​ วันสำหรับการขอความร่วมมือให้ประชาชน​”อยู่บ้าน​ หยุดเชื้อ​ เพื่อชาติ” ซึ่งทุกภาคส่วนให้การตอบรับเป็นอย่างดี​

เป้าหมายของเราคือสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19​ ในประเทศไทยต้องคลี่คลาย​โดยเร็ว​ เพื่อที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตกันตามปกติให้เร็วที่สุด

การหยุดอยู่บ้าน​พร้อมหน้าพร้อมตาก็เหมือนจะเป็นอะไรที่คาดหวังไว้ว่าความอบอุ่น​และสายสัมพันธ์ช่วงนี้น่าจะถูกกระชับแน่นแฟ้นมากขึ้น​ ได้ทานข้าวร่วมกัน​ หรือได้คุยกันมากขึ้น

แรกๆก็ดูคึกคักกันนะครับ​ แต่ผ่านมา​ 1​ สัปดาห์เห็นได้ชัดเลยว่าบางคนกระเป๋าตังค์เริ่มแบน​ เพราะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะค่ากินในแต่ละมื้อเนื่องจากร้านอาหารต้องปรับตัวซึ่งธุรกิจให้บริการเดลิเวอรี่ถึงหน้าบ้านต่างขยับขยายรับพนักงานเพิ่มกันจำนวนมาก

ในขณะที่บางครอบครัวอาจจะทำอาหารรับประทานกันเอง​ หรือบางคนก็อาจมีการสั่งซื้อของออนไลน์

พฤติกรรมการบริโภคเหล่านี้ล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นครับ​ หากปกติออกไปทำงานก็มันจะขลุกกับหน้าที่จนไม่มีเวลาทานอาหาร​ เมื่อ​Work​ from​ Home​ แค่ขยับตัวก็เหมือนจะหิวตลอดเวลา

ไม่เพียงเท่านั้นอากาศเมืองไทยช่วงนี้ก็ร้อนตับแตก​ บางบ้านก็เปิดเครื่องปรับอากาศกันเกือบตลอดทั้งวัน​

บางคนถือโอกาสล้างรถ​ หรือให้ลูกหลานเล่นน้ำคลายร้อน

ค่าน้ำ​ ค่าไฟ​ ค่าเจลล้างมือ​ ค่าหน้ากากอนามัย​ ค่าสั่งอาหาร​ สารพัด​ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมา ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนก็ไม่กระทบอะไรเลยครับ

ผมย้ำอีกครั้งว่า​ “คนหาเช้ากินค่ำ” ไม่มีปัญญาจะจ่ายอย่างนี้ได้​ และถ้ารัฐบาลยังคิดว่าการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดจะช่วยให้การแพร่ระบาดของโรคลดลง

ผมคิดว่า.. คงไม่ใช่

มาตรการเยียวยาต่างหากครับคือแรงจูงใจให้ประชาชนพร้อ​มร่วมมือ​

ไหนๆก็ต้องจ่าย​ ไหนๆก็ต้องเสียแล้ว​ ต้องได้ทุกครัวเรือน​ อย่าเลือกปฏิบัติครับ​ ​อย่างน้อยก็ชี้แจงในสภาได้อย่างเต็มปากว่าใช้จ่ายเยียวยาประชาชนทั้งประเทศไปเท่าไร

ไม่ใช่พ้นวิกฤตไปแล้วพบว่ามีหลายครอบครัวได้เงินเยียวยาแค่​ 300​ บาทจากค่าประกันการใช้ไฟฟ้า

หรือนี่คือรัฐบาลที่เข้ามาเพื่อต้องการรักษาอำนาจเพียงอย่างเดียว​ เรื่องอื่นๆปล่อยให้ประชาชนดูแลตัวเอง

หรือนี่คือเป้าหมายของ​ “สุขภาพนำเสรีภาพ” ?

หรือนี่คือชัยชนะที่นายกฯต้องการครับ?

Related Articles

Back to top button