คิดอย่างไร ทำอย่างไร ให้เราเอาชนะปัญหาของปี 2020
คิดอย่างไร ทำอย่างไร
ให้เราเอาชนะปัญหาของปี 2020
1. เริ่มต้นจากการเปลี่ยนความคิดในหัวก่อน
สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเปลี่ยนคือความคิดที่ว่า
“ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง”
จริงอยู่ว่าไม่มีอะไรแย่ตลอด ทุกอย่างจะดีขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่สิ่งนึงที่เรามักจะลืมคืดต่ออีกนิดคือ ตอนที่ทุกอย่างดีขึ้นแล้ว ตัวเราเป็นคนแรกๆที่ดีขึ้นด้วยหรือเปล่า หรือเป็นแค่คนรับผลพลอยได้จากการที่สิ่งรอบตัวดีขึ้นไปแล้ว
#เลือกเองว่าจะเป็นคนหัวหรือท้ายขบวน
2. เปลี่ยนความคิดว่า มันเป็นแบบนี้เราทำอะไรไม่ได้ (หรือจะไปทำอะไรได้)
ใครคิดแบบนี้อยู่คืออันตรายมาก เพราะเท่ากับเรายอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยสมัครใจ มันเป็นความจริงที่โหดร้ายว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นปัจจัยภายนอก (External Factor) ที่เราไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้มันเกิด แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เราเอาชนะปัญหาต่างๆได้คือตัวเรา (Internal Factor)
อย่ามัวรอให้ใครจัดการทุกอย่างให้หมด
เพราะสุดท้าย #เราก็ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง
3. เปลี่ยนความคิดที่ว่า ตัวเราคนเดียวจะไปทำอะไรได้
เวลาเกิดวิกฤตปัญหา คนแรกที่เราควรจะช่วยเหลือ คือตัวเราเองก่อน
เริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม วิธีการ ต่างๆที่จะพาตัวเองไปต่อข้างหน้าให้ได้ แม้หลายสิ่งจะดูขัดและฝืนความรู้สึกอย่างมากก็ให้บอกตัวเองไว้ว่านี่คือวิธีเดียวที่จะให้เราอยู่รอดและไปต่อได้ บอกตัวเองทุกวันแล้วสมองมันจะยอมเชื่อเราเอง
4. พฤติกรรมแรกที่ต้องเปลี่ยนคือ ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกจากชีวิตให้มากที่สุด สิ่งแรกที่ง่ายที่สุดคือเงินที่เสียไปกับค่า แอลกอฮอลล์ บุหรี่ หวย รวมถึงพฤติกรรมที่เป็นโทษกับร่างกายเช่น นอนดึก กินดึก ตัดเรื่องเหล่านี้ออกไปได้ เดือนนึงจะได้เงินและเวลากลับมาอย่างเยอะ
นึกไม่ออกเหมือนกันว่า จะมีโอกาสไหนสำหรับการเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ หรือลดเวลาที่หมดไปกับเรื่องไม่เกิดประโยชน์ได้ดีไปกว่าช่วงเศรษฐกิจถดถอยแบบนี้
#ไม่เลิกตอนนี้จะไปเลิกตอนไหน
#ไม่ขยันวันนี้พรุ่งนี้จะเอาอะไรกิน
5. เลิกพฤติกรรมการบ่น ด่า และโทษคนอื่นว่าเป็นสาเหตุทั้งนั้น
ถ้าอยากบ่นอยากด่าใคร ให้เปลี่ยนจากการพูดเป็นหยิบกระดาษมานั่งเขียนด่า(จะได้ไม่มีเสียงไปรบกวนคนอื่น)
เขียนไปสักพักจะรู้ว่า เออ มันเหนื่อยและเสียเวลาจริงๆ ที่จะมานั่งด่าใคร สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่าเยอะ
6. ปรับพฤติกรรมให้ลองทำสิ่งที่ไม่เคยดูบ้าง เราอาจค้นพบความเก่งตัวเองในด้านที่เราเองก็ลืมไปแล้ว หรือพบโอกาสใหม่ๆ เรื่องใหม่ที่เราเห็นปั๊บแล้ว Spark Joy เกิดสนใจอย่างจริงจังแบบทันทีขึ้นมา
#SparkJoyไม่ได้มีไว้ใช้แค่ตอนจัดบ้าน
#SparkJoyเอามาเลือกอาชีพก็ได้เหมือนกัน
เมื่อเราเจอสิ่งนั้น เราจะมีพลัง กำลังใจและรู้เองว่าควรจัดขีวิตการทำงานของเรายังไงต่อ
7. สิ่งสุดท้ายที่ต้องทำ คือปรับกลยุทธ์การทำงานใหม่ จัดชีวิตให้สมดุลย์จากงานที่…
– เราต้องใข้เวลาหลักแลก
– เราต้องใช้เวลาที่เหลือไปกับเรื่องที่เกิดประโยชน์ ทั้งสำหรับวันนี้และอนาคต
– เราต้องใช้ความชอบเป็นตัวผ่อนความรู้สึกเครียดจากการทำงานหลัก
– เราอาจได้ค่าตอบแทนน้อยแต่สม่ำเสมอเพื่อลดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายประจำ
– เราต้องลองทำและให้รายได้น้อย-น้อยมากในวันนี้ แต่มีโอกาสให้เราได้มากกว่าในวันข้างหน้า
แต่ละคนจะมีสมดุลย์ของชีวิตไม่เหมือนกัน มันจึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว อาจจะลอกกันได้ในช่วงแรก (เหมือนหาเพื่อนทำเพื่อให้กำลังใจกันและกัน) แต่นานๆไปมันจะขัดความรู้สึก
เมื่อนั้น คือสัญญาณให้เราปรับหาทิศทางเพื่อสร้างสมดุลย์ของตัวเองได้แล้ว
8. ปรับวิธีการทำงานใหม่ จากงานทั้ง 4 ประเภทนี้
– งานประจำ ใครมีงานประจำทำอยู่ ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เราจะได้พิสูจน์ตัวเองว่าเรามีดีพอที่จะร่วมสู้ไปกับองค์กร ปรับตัว ปรับใจ เริ่มต้นใหม่เป็นคนทำงานที่ใฝ่รู้ ทำงานเกินความคาดหวัง ตั้งเป้าหมายว่าเราจะเติบโตไปกับองค์กร
ให้พัฒนาตัวเองไปจนถึงจุดที่…
“เราจะถูกย้ายไปทำตำแหน่งไหน แผนกอะไรก็ได้
และบริษัทจะเดือดร้อนแน่ๆถ้าไม่มีเรา”
ที่สำคัญคือ ขอให้เป็นการพัฒนาตัวเองแบบสร้างสรรค์ #อย่าเหยียบหัวเพื่อน
ข้อดีของงานประจำ คือให้เรามีรายได้แน่นอน และยิ่งถ้ารายได้จากงานประจำ (หลังหักภาษีทุกสิ่งแล้ว) ยังมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายในครอบครัว. ทำไปเถอะพ่อคุณ
แต่ขอให้พยายามพัฒนาตัวเองมากขึ้น
… ทำงานเดิมให้เสร็จโดยใช้เวลาน้อยลง
… เรียนรู้เข้าช่วยงานงานแผนกอื่นบ้าง
… หาทางประหยัดต้นทุนให้กับบริษัท ที่มากกว่าปิดน้ำ ปิดไฟ แบบนั้นมันประหยัดได้เดือนนึงไม่กี่บาทและกวนใจด้วย
… หาทางลดขั้นตอนการทำงาน งานซ้ำซ้อน ฯลฯ พวกนี้ จะได้ประสิทธิภาพและผลเป็นรูปธรรมกว่ามาก
#คนทำงานจริงเท่านั้นที่จะเข้าใจจะคิดเรื่องพวกนี้ได้
– งาน Part Time
เวลาที่เหลือจากการทำงาน แทนที่จะเอาไปนั่งกินเหล้า นั่งเมาท์
แนะนำว่าเอาตัวเองไปทำงาน part time ดีกว่า
เวลาจะเลือกงาน part time ก็ให้ถามตัวเองว่าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจอะไรล่ะ ถ้าอยากเป็นเจ้าของร้านกาแฟ ก็ไปทำ part time ร้านกาแฟ อยากขายของออนไลน์ก็ไปสมัครเป็นลูกมือแม่ค้า
สิ่งที่ได้คือเงิน
#มากกว่านั้นคือบทเรียนและประสบการณ์
สำคัญที่สุดคือ เราจะได้รู้ว่า ชีวิตจริงของคนทำงานอาชีพนั้นเป็นอย่างไรทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
ถ้าใช่ก็ไปต่อ. ถ้าไม่ใช่สิ่งที่เรารับมือได้ จะได้เปลี่ยนใจทัน
– งานอดิเรก
คนเราทำคนต้องมีงานอดิเรก ทำเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานหลัก งานอดิเรกนี้ อาจรวมถึงการออกกำลังกายง่ายๆด้วยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเสียเงินอย่างเดียว
คนที่รู้จักจัดการ จะเอาเวลาไปทำงานอดิเรกที่เป็นงาน Part Time
ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งผ่อนคลาย
งานอดิเรกที่ดี จะนำเราไปเจออาชีพที่มั่นคงได้ เราเห็นกันมาเยอะแล้ว
– งาน MLM
หลายคนอาจจะช็อกที่เห็นแนะนำอย่างนี้
แต่บอกอีกรอบ ว่างาน MLM เป็นงานที่ช่วยชีวิตเราได้ในระยะยาว
โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยากเกินรับมือด้วยการทำอาชีพปกติเพียงอย่างเดียว และหลายๆอาชีพกำลังถูกทดแทน
ใครคิดว่าตัวเองเป็นคนที่
– ไม่มีความรู้ ความขำนาญเฉพาะด้านมากนัก (งานแบบนี้ วันนึงจะโดน AI กับ Robot แทนจนหมด ไม่ช้าก็เร็ว)
– ไม่มีเส้นสาย ไม่ได้เรียนจบสูง (สมัครงานในบ้านเรา ยังไงก็ดูปริญญา สาขาที่จบก่อน และมันจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน)
– อายุใกล้เกษียณ หรือเกษียณแล้วแต่ต้องดูแลตัวเอง ลูกก็ไม่มี พี่น้องก็ไม่มี ลองคิดคดูว่าใครที่ไหนจะจ้างเราหรือเลี้ยงเราจนตาย (จะมีใครรับคนวัยเกษียณเข้าทำงานและให้รายได้ดีๆบ้าง ในประเทศไทยจะมีกี่บริษัท??)
– ไม่ได้มีทุนมากมาย ไม่ได้มีมรดก
หลายคนอาจจะร้องยี้เมื่อได้ยินคำว่า MLM
แต่จะบอกตรงนี้ว่า ที่เรายี้ เพราะคนต่างหากที่ทำให้ MLM มันน่ารำคาญ
ลองเปิดใจดูหลายๆแบรนด์
ศึกษาวิธีการทำงานที่ใช่จริตกับเรา
ศึกษาแล้วไม่ชอบจริงๆก็ไม่เป็นไร จะได้มุ่งหน้าไปทางอื่น
เปิดใจ #อย่าปิดกั้นความคิดด้วยความเชื่อผิดๆที่ฟังมา เช่น
ความเชื่อที่ผิด : ชวนไปทำ MLM แปลว่าเราต้องการไปเอาประโยชน์อะไรจากคนนั้น
ความคิดที่ถูก : ไม่ว่าเราจะเปิดร้านอะไร ทำอาชีพอะไร ก็คือการขายของทั้งนั้น เพียงแต่บางตำแหน่งงาน เราไม่ได้มีหน้าที่ต้องไปขายด้วยตัวเอง (แต่เราก็คือเบื้องหลังส่วนหนึ่งของการขายของบริษัทนั้นอยู่ดี) จุดหลักที่ควรห่วงคือเราขายของที่ดีตรงกับความคาดหวังของผู้ซื้อหรือไม่ต่างหาก
ความเชื่อที่ผิด : ทำ MLM คือต้องรู้จักคนเยอะๆ จะได้ชวนง่าย
ความคิดที่ถูก : วิธีการทำดีที่สุดในการทำ MLM คือไม่ชวน แต่เราแค่แนะนำแล้วปล่อยให้คนนั้นตัดสินใจเอง ทำแบบนี้จะไม่เสียเพื่อนด้วยเพราะเราแค่แนะนำโดยไม่ได้คาดหวัง
และยังมีอีกหลายเรื่องมากที่ควรจะไปศึกษาดูเอา
(เพจนี้เป็นเพจการตลาดเดียวนะ ที่กล้าบอกให้ทุกคนไปศึกษา MLM โดยไม่กลัวใครว่า) และเป็นอีก 1 เสียงที่ยืนยันได้ว่าเป็นธุรกิจที่เหมาะกับคนไทยจริงๆ เพราะช่องว่างทางสังคมเราห่างขึ้นทุกที โอกาสเติบโตของเราก็น้อยลงไปเรื่อยๆ. ตอนนี้ยังพอมีโอกาส รีบศึกษาให้ดี อย่าปิดกั้นตัวเอง)
– งานเพื่อคนอื่น
จัดเวลาให้ตัวเองได้มีโอกาสทำอะไรเพื่อคนอื่น สิ่งที่ได้มันจะไม่ได้กลับมาเป็นตัวเงิน แต่มันจะกลับมาในรูปแบบอื่นที่เราเองก็คาดไม่ถึง
งาน 5 ประเภทที่แนะนำให้ทำนี้ ถือเป็นส่วนผสมของการทำงานที่จะช่วยให้เราผ่านความยากไปสู่ชีวิตที่มั่นคงในระยะยาว
ถ้าจะทำว่าต้องเลือกไหมว่าควรทำอะไรก่อน
จะขอตอบตามหลักของการออกแบบชีวิต (Designing Your Life) ว่า
คำแนะนำที่ดีที่สุดที่จะให้ คือชีวิตเรา
เราไม่จำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง
เริ่มควรต้นทดลองทำทุกอย่างพร้อมกันได้
ทดลองทั้งแบบทำจริง และเริ่มต้นศึกษา พยายมหาช่องทางเรียนรู้ที่ไม่เสียเงินก่อนจะดีที่สุด เมื่อแน่ใจว่าดี ก็ค่อยตัดสินใจ
อย่างที่บอกไปแล้วว่า ปี 2020 นั้นเป็นปีที่ไม่ง่ายและการเอาชนะปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับเรานั้น เราไม่สามารถใช้วิธีเดิมๆแบบที่เราทำอยู่แน่นอน (ไม่งั้นเราคงสบายไปแล้ว)
หากมีข้อไหนที่ทำแล้วยังไม่เห็นผลชัดเจน ขอให้ทำต่อไป และพยายามทำข้ออื่นเสริมเข้าไปอีก เพราะปี 2020 เป็นจุดเริ่มต้นของความยากและท้าทาย เป็นปีที่อาการหนัก เราจะใช้ยาธรรมดารักษาไม่ได้
ถ้าเราสู้ เราจะไม่แพ้ครับ
Cr Trick of Trade



