เปิดใจ“กชณถกล เชาวน์เจริญ” เจ้าของ ร้าน’เสาวนีย์ ชำหว้า’ โชห่วย 4.0 ผู้ล้มยักษ์
ท่ามกลางยุคที่ทุกธุรกิจน้อยใหญ่กำลังถูกดิสรัปต์ด้วยกระแสเทคโนโลยีอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในแวดวงค้าปลีกที่เหล่ายักษ์ใหญ่ยังซวนเซ มีหรือที่ร้านค้าแบบดั้งเดิมอย่างที่เราเรียกกันติดปากว่า ‘ร้านโชห่วย’ จะรอดจาก Disruptive Technology ครั้งนี้
การทยอยปิดตัวลงเรื่อยๆ ของร้านโชห่วยคือภาพที่เราเห็นจนชินตา ท่ามกลางการเกิดขึ้นของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่และร้านค้าปลีกสมัยใหม่หรือที่เรียกกันว่า Modern Trade ซึ่งเดิมธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่เคยมีการเติบโที่ดี แต่ในช่วงหลังๆ การเติบโตถดถอยลงเรื่อยๆ เนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจและการเข้ามาของเทคโนโลยีอย่างการช้อปออนไลน์ทำให้ร้านค้าปลีกต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง
ในวิกฤตยังมีโอกาส ขณะที่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมทยอยปิดตังลงเนื่องจากไม่สามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่ในตลาดอย่าง 7-Eleven ที่กินส่วนแบ่งเกินครึ่ง แต่ก็ยังมีบางร้านที่สามารถประคับประคองตัวให้ผ่านไปได้ เช่นเดียวกับโชห่วยบ้านๆ ร้านนี้ที่เราภูมิใจนำเสนอ นั่นคือ ‘เสาวนีย์ ชำหว้า’
หากการเรียนจบสูง ๆ ด้วยการคว้าเกียรตินิยม คือ ความฝัน …ผู้หญิงคนนี้…เธอสามารถทำได้ตามฝัน… ขณะเดียวกันการได้ออกไปท่องโลกกว้าง เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต …ก็เป็นอีกหนึ่งความฝันที่เธอคว้าได้อยู่มือ…
แต่ในวันที่มาถึงทางแยกของชีวิต “กชณถกล เชาวน์เจริญ” หญิงสาวที่หัวใจยังเต็มไปด้วยความฝัน เธอตัดสินใจเลือกครอบครัว พร้อมรับช่วงดูแล “ร้านโชห่วย” ธุรกิจของครอบครัวที่กำลังต่อสู้กับคลื่นลมของทุนนิยมที่โหมกระหน่ำ

หลายคนบอกว่าเมื่อโมเดิร์นเทรดเข้ามา ร้านขายของชำสมัยดั้งเดิม หรือ โชห่วย ก็อยู่ลำบาก หลายร้านสู้ไม่ไหวต้องยอมปิดกิจการทิ้ง แต่…ไม่ใช่ร้านนี้แน่นอน
‘เสาวนีย์ ชำหว้า’ ณ ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เปิดมาตั้งแต่ปี 2501 ไม่เรียกว่าเปิดแต่เป็นการไต่เต้าของคุณแม่ (เสาวนีย์ เชาว์เจริญ) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อร้านจนปัจจุบัน
ความใฝ่ฝันของกชณถกล เธออยากเป็นเภสัช จนสอบติดมหาวิทยาลัยบูรพาเอกสาธารณสุข คณะสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพ จบแล้วได้งานโรงพยาบาลเอกชนในพัทยา เป็นเลขาวอร์ด
กชณถกล คิดว่าเมื่อจบเกียรตินิยมจะต้องได้เงินเดือนแพงๆ เพราะอยากหาเงินช่วยครอบครัวแต่ได้รับเงินเดือนเพียง 7 พันเท่ากับคนอื่น แถมอยู่ถึงพัทยา เลยตัดสินใจกลับมาสมัครโรงงานในปราจีนบุรีแต่ก็ไม่มีที่ไหนรับเธอเลย
จนมาได้งานที่อภัยภูเบศร เป็นพนักงานขายหน้าร้าน ก่อนถูกดึงตัวไปทำการตลาดต่างประเทศ เพราะเรียนภาษามาบ้าง เขาให้ไปงานนิทรรศการที่สิงคโปร์ ไปแล้วติดใจอยากไปอีก เลยไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับทุนมาอ่าน สมัครทุนอินโดนีเซีย ปรากฏว่าได้ เป็นทุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม 40 ประเทศ ได้ไปอยู่ 1 ปี
พอกลับมาบอกแม่ว่าอยากเป็นแอร์โฮสเตส ไปเรียนคอร์สอบรมที่สีลม สมัครเจแปนแอร์ไลน์ กับกาตาร์แอร์เวย์ สอบผ่านรอบแรก แต่ตกสัมภาษณ์ ในขณะนั้นก็สมัครไปอเมริกาด้วย ไปเลี้ยงเด็ก ความคิดตอนนั้นคืออยากช่วยเหลือครอบครัว อยากซื้อรถใหม่ให้พ่อ เพราะรถพ่อเก่ามาก ต้องขับไปซื้อของที่ตลาดมาขาย จังหวะดีได้ไปอยู่กับโฮสต์แฟมิลีในครอบครัวที่ปาล์มบีช ฟลอริดา ได้เงินเดือน 150 เหรียญต่ออาทิตย์ กินอยู่กับเขา ช่วงมีเวลาว่างเขาก็อนุญาตให้ไปทำงานร้านอาหารไทยด้วย อยู่ 2 ปีเก็บเงินได้มากพอสมควรก็กลับบ้านซื้อรถให้พ่อ และเริ่มบริหารร้านโชห่วยต่อจากพ่อกับแม่ที่เริ่มแก่มากแล้ว

กชณถกล บอกว่า สิ่งแรกที่เธอลงมือทำทันที เริ่มปลูกต้นไม้ โดยเฉพาะไม้มงคล เพื่อคลายความร้อนและเพิ่มความเป็นสิริมงคล เมื่อเราย้ายทำเลไม่ได้ ก็ต้องสร้างทำเลเดิมให้ดี หลังจากนั้นก็มาพัฒนาพื้นที่ภายในร้าน ตั้งแต่ชั้นวางของ การจัดเรียงสินค้า โดยไปเดินตลาด เลือกสินค้าใหม่ๆเข้ามาขายซึ่งตอนนั้น 7-11 เข้ามาแล้วพร้อมด้วยโลตัสทำให้ยอดขายที่ร้านเราลดลง
แม้ว่าจะเจอศึกใหญ่อยู่ข้างหน้า กชณถกล กลับไม่กลัว เธอไม่ได้เป็นคู่แข่ง แต่กลับมองเป็นกระจกสะท้อนให้เธอได้เห็น ตั้งแต่การปรับปรุงร้านให้ถูกใจลูกค้า ต้องทำอย่างไร เดินเข้าไปดูว่าเขาขายอะไร ไม่ขายอะไร ศึกษาบ่อยๆทำให้เราเห็นช่องว่าง อะไรที่ไม่มีในโมเดิร์นเทรด เราจะนำมาขาย เช่น แก๊ส เตา ถ่าน เป็นต้น
นอกจากขายสินค้าที่หาไม่ได้ในโมเดิร์นเทรดแล้ว ในฐานะร้านโชห่วยที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชุมชน เราจึงหาสินค้าที่เข้ากับชีวิตชุมชนมาเสริม อย่างเช่นขนมโบราณที่หาทานได้ยาก เช่น ขนมใบไม้ ขนมผิง ขนมโก๋ ก็นำมาขาย เด็กชอบกิน แม้กระทั่งผู้ใหญ่ก็ชอบเพราะกินแล้วทำให้คิดถึงบรรยากาศสมัยเป็นเด็กๆ
ไม่เพียงแค่ขายสินค้าเท่านั้น อะไรที่เป็นการช่วยเหลือชาวบ้าน คนในชุมชน เธอทำหมด เพราะเธอเป็นคนในพื้นที่รู้ว่าชาวบ้านอยากได้อะไร ก็หามาตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งการรับจ่ายบิลต่างๆ การเติมเงินในโทรศัพท์ ปัจจุบันขยายโซนร้านขายยา โดยมีน้องสาว (อาสาฬา เชาว์เจริญ) ซึ่งจบเภสัชกร เป็นผู้ดูแลเน้นราคาไม่แพง เพราะเราไม่ได้เสียค่าเช่า

เมื่อถามว่า การทำร้านโชห่วยให้ประสบความสำเร็จต้องมีคุณสมบัติอย่างไร? เธอตอบว่า ต้องคิดและเชื่อก่อนว่าเราทำได้ ถ้าเรามองเห็นแต่ปัญหาแล้วไม่พัฒนาก็จะไม่มีทางไป ถ้าเราเห็นปัญหาและลองทำจะรู้ว่ามีทางเดินสำหรับเรา สินค้าไม่ได้มีแค่ที่เห็นในโลตัส หรือ 7-11 ความจริงสินค้ามีหลายชนิดที่โมเดิร์นเทรดไม่ได้ขาย นอกจากโชห่วยจะปรับความคิดแล้วต้องพยายามหาความรู้ใหม่ๆ อันไหนทำไม่เป็นก็ฝึกฝนพัฒนาสอบถามผู้รู้ เช่น เซลล์เก่งๆเขาจะให้คำแนะนำที่ดีกับร้านค้าสินค้าแบบไหนวางแล้วขายดี แนะนำการร่วมสต็อกลดราคาดึงดูดลูกค้า เป็นต้น


ในอนาคต กชณถกล บอกว่า เธออยากปรับปรุงร้านของเธอให้ทันสมัยเข้ากับสถานการณ์ตลอดเวลา ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์ชุมชน พยายามสอนลูกค้าที่เป็นเด็กๆ ว่าคนรุ่นใหม่ไม่ต้องใช้ถุงพลาสติก ให้ตระหนักในเรื่องของโลกร้อนเพราะมันเกี่ยวกับชีวิตเราทุกคน
มีคนถามเธอว่า ทำไมเรียนสูงมาเป็นแม่ค้า หนูตอบไปว่าหนูจะเอาความรู้ที่เรียนมาพัฒนาร้านให้ทันสมัยและดุดียิ่งๆ ขึ้นไป พื้นฐานมนุษย์ต้องการความสุข แต่บางทีเงินก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุข บางทีการได้อยู่กับคนที่เรารัก อยู่กับครอบครัว มีความสุข แล้วเงินถึงตามมาภายหลัง การช่วยเหลือคนอื่นทำให้เรามีความสุข ทำให้เขามีความสุข ถ้าเราแบ่งปันในสังคม มันจะเป็นสังคมที่ดี นี่คือความสุขของเธอในวันนี้
ถ้าเป็นมวย “ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้” กำลังถูกคู่ชกต้อนจนหลังพิงเชือก แต่การ์ดเธอไม่เคยตก! ขณะเดียวกันยังสามารถออกอาวุธเด็ด และยังมีจังหวะปล่อยหมัดชุด จนสามารถเอาชนะคู่ชกได้อย่างสมศักดิ์ศรี และสง่างาม
“อาวุธเด็ด” ของเธอ ก็คือ ความรู้ ความรัก ความเอื้อเฟื้อ ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง และการแบ่งปัน ที่ทำให้ “ร้านเสาวนีย์ ซำหว้า” แห่งอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี กลายเป็น “ร้านโชห่วย” ที่ยืนหยัดต้านทานกระแสทุนนิยมได้อย่างสง่างาม
ขอบคุณข้อมูล WWW.SALIKA.COM อาทิตย์ทรงกลด




