Foreign news

ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ‘ทรัมป์-ไบเดน’ ไม่ว่าใคร โลกต้องปรับตัว!

ทั่วโลกต่างตั้งตารอลุ้นผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46 ซึ่งน่าจะรู้ผลอย่างเป็นทางการในวันนี้(6 พ.ย.ุ63) เพราะนโยบายของว่าที่ประธานาธิบดีเมืองมะกันไปคนละทิศทาง นอกจากจะมีผลต่อเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ ยังมีผลโดยตรงต่อประเทศคู่ค้า และเศรษฐกิจโลกอีกด้วย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์เรื่อง ‘วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจ…จากผลเลือกตั้งสหรัฐฯ’ มองว่า ผลโพลและการคาดการณ์ต่างๆ มองการเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. 63 ไปในทิศทางเดียวกันว่า โจ ไบเดน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี และยังกวาดที่นั่งในสภาคองเกรส ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อันน่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในภาพรวม

เนื่องจากการผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่และการผ่านร่างกฎหมายงบประมาณ น่าจะทำได้ราบรื่นกว่า ในกรณีที่พรรคเดโมแครตครองเสียงเพียงสภาเดียว อย่างไรก็ตาม หากผลการเลือกตั้งพลิกโผ ทรัมป์ได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย อันเป็นกรณีที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของตลาด จะทำให้ตลาดเงิน ตลาดทุน ผันผวนอย่างมาก ดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลง แม้ว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเพิ่มสูงขึ้น

ในกรณีที่โจ ไบเดน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี และพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2564 มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3.0% ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ ก็มีแนวโน้มอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างประเทศอื่นๆ ตามความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ลดลง

ในส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 0.2% (บนสมมติฐานที่ไม่มีการยกระดับสถานการณ์การเมือง รวมถึงการแพร่ระบาดซ้ำของโควิดอย่างรุนแรงในประเทศ) ผ่านผลกระทบทางตรงจากการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ และผลกระทบทางอ้อมผ่านเศรษฐกิจโลก ในภาพรวมที่ฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับกรณีทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี

ในขณะที่ ค่าเงินบาทยังอยู่ในทิศทางแข็งค่า ตามการอ่อนค่าลงของดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่ว่าใครจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี แต่ถ้าโจ ไบเดน ได้เป็นประธานาธิบดี จะทำให้ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกโดยรวมลดลง เงินทุนไหลกลับเข้าไปหาผลตอบแทนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ดอลลาร์จึงมีแนวโน้มอ่อนค่าลงมาก ทำให้ค่าเงินบาทจึงมีทิศทางแข็งค่ามากกว่า

นอกจากนี้ ความเสี่ยงในประเทศ ทั้งปัจจัยการเมือง และสถานการณ์การแพร่ระบาดซ้ำของโควิด ไม่ได้ยกระดับสูงขึ้น ดังนั้น คาดว่า ในช่วงสิ้นปี 2563 ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากปัจจุบันที่ระดับ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ

 

Related Articles

Back to top button