Biznews

รู้จัก ‘วันครีษมายัน’ (Summer Solstice) วันที่กลางวันยาวที่สุดในรอบปี

วันนี้ (21 มิ.ย. 69) เป็น “วันครีษมายัน” อ่านว่า ครีด-สะ-มา-ยัน (Summer Solstice) หรือวันที่กลางวันยาวที่สุดในรอบปี จะสังเกตได้ว่า พระอาทิตย์ขึ้นเร็วขึ้น และช่วงเย็นยังมีแสงสว่างนานกว่าปกติ เพราะแกนโลกเอียงประมาณ 23.5 องสาเซลเซียส ขณะโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้ซีกโลกเหนือได้รับแสงอาทิตย์มากที่สุดในรอบปี

.
โดยคำว่า “Solstice” เป็นภาษาอินโดยูโรเปียน Stice หมายถึง สถิต หรือ หยุด ดังนั้น Summer Solstice หมายถึงวันที่ดวงอาทิตย์โคจรไปถึงจุดหยุด หรือจุดสุดทางเหนือ แต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏในตำแหน่งต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา ตั้งแต่เดือนมีนาคม ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ไปทางเหนือเรื่อยๆ และหยุดที่จุดเหนือสุดในวันที่ 21 มิถุนายน จากนั้นจะค่อยๆ เคลื่อนลงมาทางใต้ ทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด จึงมีช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันเริ่มต้นฤดูร้อนของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศในซีกโลกใต้ สำหรับประเทศไทย วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 05:51 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18:47 น. รวมเวลาที่ดวงอาทิตย์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้า 12 ชั่วโมง 56 นาที (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร)
.
ในหนึ่งปี โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี โลกจึงมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงใกล้ที่สุดประมาณต้นเดือนมกราคม (147 ล้านกิโลเมตร) และช่วงไกลที่สุดประมาณต้นเดือนกรกฎาคม (ระยะห่างเฉลี่ย 152 ล้านกิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะทางใกล้-ไกล ในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก ไม่มีผลต่อการเกิดฤดูกาลแต่อย่างใด แต่การที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับแนวตั้งฉากกับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจึงรับแสงอาทิตย์ได้ในปริมาณไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีอุณภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่า ในฤดูร้อน เวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวัน ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว
ด้านเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า วันที่ 21 มิถุนายน 2569 เป็นวันครีษมายัน (Summer Solstice)  หรือวันที่ดวงอาทิตย์ได้โคจรไปถึงจุดหยุด หรือจุดสุดทางเหนือ ส่งผลให้วันดังกล่าว คนบนโลกจะสังเกตเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และทำให้ประเทศทางซีกโลกเหนือ รวมถึงประเทศไทย มีช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุด และช่วงเวลากลางคืนสั้นที่สุด ในขณะเดียวกัน ประเทศทางซีกโลกใต้จะมีช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุด และช่วงเวลากลางคืนยาวนานที่สุด จึงนับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือเข้าสู่ฤดูร้อน ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูหนาว

สำหรับประเทศไทย ในวันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 05:51 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18:47 น. รวมเวลาที่ดวงอาทิตย์ปรากฏบนท้องฟ้าประมาณ 12 ชั่วโมง 56 นาที (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นวันที่ประเทศไทยได้รับแสงอาทิตย์เป็นเวลานานที่สุดในรอบปี แต่เนื่องจากเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้บริเวณเส้นศูนย์สูตร และมีภูมิอากาศแบบลมมรสุม จึงใช้การแบ่งฤดูกาลตามลักษณะลมฟ้าอากาศเป็นหลัก และในวันครีษมายันของทุกปีมักตรงกับช่วงฤดูฝน

ฤดูกาล บนโลกเกิดจากแกนหมุนของโลกเอียงทำมุมประมาณ 23.5 องศา กับแนวตั้งฉากของระนาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้พื้นที่ต่าง ๆ บนโลกได้รับแสงอาทิตย์ในมุมตกกระทบและปริมาณพลังงานความร้อนไม่เท่ากัน ส่งผลให้อุณหภูมิ ระยะเวลากลางวันและกลางคืน ตลอดจนลักษณะของฤดูกาลแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ อีกทั้งยังทำให้ตำแหน่งการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน โดยเส้นทางการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าจะขึ้นอยู่กับละติจูดของพื้นที่ผู้สังเกต ในทางดาราศาสตร์ได้กำหนดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ 4 ปรากฏการณ์ ได้แก่

  • วันวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox) วันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้มีช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน
  • วันครีษมายัน (Summer Solstice) วันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุดและตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด ส่งผลให้มีช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุด
  • วันศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox) วันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดีอีกครั้งของปี ส่งผลให้มีช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน
  • วันเหมายัน (Winter Solstice) วันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุดและตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้มีช่วงเวลากลางคืนยาวนานที่สุด

ทั้งนี้ การอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวอ้างอิงการสังเกตจากซีกโลกเหนือ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย โดยในซีกโลกใต้ลักษณะของช่วงเวลากลางวัน-กลางคืนจะเกิดขึ้นในทางตรงกันข้าม แต่ในวันวสันตวิษุวัตและวันศารทวิษุวัต พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกจะมีช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน คือประมาณ 12 ชั่วโมง

สำหรับปรากฏการณ์ต่อไปที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ คือ “วันศารทวิษุวัต” (Autumnal Equinox) ซึ่งตรงกับวันที่ 23 กันยายน 2569 ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกและจะตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ สามารถติดตามข้อมูลปรากฏการณ์ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

Related Articles

Back to top button