Biznews
คนไข้ปวดใจ!เปิดสาเหตุ’โรงพยาบาลรัฐ’ทยอยเลิกกิจการ

แม้ว่าอาชีพหมอจะมั่นคงมีรายได้สูง แต่ที่น่าปวดใจคือโรงพยาบาลจำนวนมากในประเทศไทยกำลังประสบปัญหาขาดทุน
สถานการณ์ทางการเงินของระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลในไทยช่วงหลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 เผชิญความท้าทายค่อนข้างมาก ทั้งจากโครงสร้างงบประมาณภาครัฐ และปัญหาการปรับเกณฑ์เบิกจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง
ในช่วงปี 2568–2569 โรงพยาบาลรัฐและสถานพยาบาลเครือข่ายปฐมภูมิประสบภาวะ “เงินบำรุงติดลบ” หรือขาดทุนสะสมอย่างรุนแรง เนื่องจากการจัดสรรงบประมาณรายหัวของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ต่ำกว่าต้นทุนค่ารักษาและค่ายาจริง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยใน (IP)
โดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาลรัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จากรายงานตัวเลขล่าสุดช่วงต้นปี 2569 พบว่ามีโรงพยาบาลรัฐสูงถึง 51% หรือประมาณ 463 แห่ง จากทั้งหมด 901 แห่งทั่วประเทศ ที่อยู่ในภาวะเงินบำรุงติดลบ
57 แห่งอยู่ในระดับวิกฤตขั้นสูงสุด ยอดขาดทุนสะสมรวมในระบบสูงกว่า 17,000 ล้านบาท
ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลสระบุรี ที่กำลังเผชิญวิกฤตขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง โดยมีรายงานยอดขาดทุนสะสม ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 พุ่งสูงกว่า 120 ล้านบาท จากภาระการดูแลผู้ป่วยที่มีโรคซับซ้อนซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงแต่ไม่สามารถเบิกคืนได้เต็มจำนวน
ในขณะที่กลุ่มคลินิกเอกชนคลินิกชุมชนอบอุ่น เครือข่ายบัตรทอง กทม. ประสบปัญหาขาดทุนจากการแบกรับต้นทุนการส่งต่อผู้ป่วย (OP Refer) ทำให้มีสถานพยาบาลและคลินิกเอกชนร่วมใจกันยื่นหนังสือลาออกจากระบบบัตรทองล็อตใหญ่ถึง 25 แห่ง เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไหว
ในส่วนของโรงพยาบาลและสถานพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีการประกาศ เลิกกิจการหรือยุติการให้บริการ ในช่วงปี 2568 ถึงกลางปี 2569 มีดังนี้
รพ.เทพากร จ.นครปฐม ประกาศปิดกิจการ 1 กรกฎาคม 2569
รพ.นครคริสเตียน จ.นครศรีธรรมราช ปิดกิจการ 1 สิงหาคม 2568
ศศิรักษ์สหคลินิก กทม. ปิดกิจการ 8 สิงหาคม 2568
กลุ่มคลินิกอบอุ่น 25 แห่ง กทม.ออกจากระบบบัตรทอง 1 ตุลาคม 2568
นอกจากนี้โรงพยาบาลเกินครึ่งของประเทศไทยยังประสบปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น พยาบาลวิชาชีพจำนวนมากยังรอบรรจุ ,แพทย์ควงเวรทำงานเกิน 24 ชั่วโมง ,บุคลากรทางการแพทย์แบกรับจำนวนผู้ป่วยต่อคนในปริมาณมาก และ ขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งราคาแพง เป็นต้น
ความน่าเป็นห่วงนี้สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับสังคมไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และความเสี่ยงต่อการป่วยโรคร้ายแรงเรื้อรังเพิ่มขึ้น



