Bizlifestyle

เช็คก่อนค่อยกลัว! อาการแบบนี้เป็น ‘ฝีดาษลิง’ จริงหรือไม่?

ด้วยลักษณะของโรค ที่เกิดฝีดาษวานราการแสดงทางผิวหนังใกล้เคียงกับโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสอื่น การสังเกตอาการเบื้องต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ ช่วยให้แยกแยะความแตกต่างของโรคและลดความวิตกกังวลลงได้

สำหรับโรคฝีดาษวานรนั้น แม้อาการภายนอกจะดูน่ากลัว แต่ความรุนแรงมีไม่มากและติดต่อยาก หากเทียบกับโรคอื่น ๆ พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ อธิบายว่า ฝีดาษลิงหรือฝีดาษวานร เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่มีเปลือกหุ้ม ข้อดีของไวรัสชนิดนี้คือ ตายง่าย เชื้อก่อโรคมีชื่อว่า Pox Virus จึงถูกเรียกว่า Monkey Pox คล้ายกับไข้ทรพิษหรือ Small Pox แต่อาการของฝีดาษวานรนั้นไม่รุนแรงเท่าและอัตราการเสียชีวิตต่ำ การติดต่อของโรคก็มักจะติดกับคนใกล้ชิดอยู่บ้านเดียวกัน หรือนอนห้องเดียวกัน หากสัมผัสกับสารคัดหลั่ง ถูกละอองฝอย ก็สามารถติดเชื้อได้ โดยเฉพาะการสัมผัสกับตุ่มหนองที่แตกแล้ว จะเป็นช่วงการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
 
“อาการสำคัญของโรคฝีดาษลิง ได้แก่ มีไข้ ปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดศีรษะ มีอาการอ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโตได้ หากผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เช่น ภูมิต้านทานต่ำ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็กที่มีภูมิต้านทานต่ำ เมื่อติดเชื้ออาจเกิดอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ถ้าไม่มีอาการรุนแรงก็จะหายเองได้ใน 3 สัปดาห์” พญ.นฤมล กล่าว
 
ส่วนความแตกต่างของโรคฝีดาษวานรกับโรคติดต่ออื่น ๆ นั้น พญ.นฤมล อธิบายว่า ฝีดาษวานรจะมีต่อมน้ำเหลืองโต ทำให้เกิดผื่นหรือตุ่มได้ทั้งตัว จึงแตกต่างจากโรคอื่น เช่น เริมที่มีอาการปวดแสบปวดร้อน ลักษณะจะเป็นตุ่มน้ำใส มักเกิดบริเวณจมูก ริมฝีปาก ไม่ค่อยกระจายไปทั่วทั้งตัว ส่วนงูสวัดจะปวดแสบปวดร้อนมาก เพราะเกิดจากการอักเสบของเส้นประสาท และอีสุกอีใส ที่ร่างกายจะเกิดเป็นตุ่มแดง ตุ่มน้ำ และตุ่มหนอง แต่จะพบรอยโรคได้หลายระยะในเวลาเดียวกัน ซึ่งลักษณะตุ่มของฝีดาษวานรจะเกิดรอยโรคอยู่ในระยะเดียวกันเท่านั้น
 
สำหรับแพทย์จะพิจารณาจากประวัติสัมผัส เช่น มีประวัติเดินทางในพื้นที่เสี่ยง สัมผัสคนที่เป็นฝีดาษวานรหรือไม่ พร้อมกับดูลักษณะผื่น หากเป็นผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัยก็จะส่งแล็ปตรวจอย่างละเอียดต่อไป ในส่วนของมาตรการต่าง ๆ กรมการแพทย์ จะเน้นดูแลเฝ้าระวังในโรงพยาบาล แนะนำกรณีที่คนไข้เข้ามาคลินิกเอกชน โดยคาดว่า สัปดาห์หน้าน่าจะได้แนวทางออกมาว่าจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคได้ ส่วนประชาชนแนะนำให้ใส่หน้ากากอนามัย เพื่อลดการสัมผัสละอองฝอยจากน้ำลายและน้ำมูก ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มหนอง ไม่สัมผัสสารคัดหลั่งของร่างกาย ไม่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อโดยตรง อีกทั้งไม่รับประทานเนื้อสัตว์ดิบ ๆ เพราะอาจเกิดการติดเชื้อได้
โรงพยาบาลวิชัยเวช ให้ข้อมูลว่าโรคฝีดาษลิง โรคฝีดาษลิง หรือ โรคฝีดาษวานร (Monnkeypox Virus) เริ่มมีข่าวถึงการแพร่ระบาดมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้หลายคนเริ่มมีข้อสงสัย และกังวลว่า โรคฝีดาษลิง หรือฝีดาษวานร คืออะไร สาเหตุโรคฝีดาษลิง เกิดจากอะไร อาการน่ากลัวไหม และมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน
โรคฝีดาษลิง หรือ โรคฝีดาษวานร (Monnkeypox Virus) เป็นโรคที่ใกล้เคียงกับโรคอีสุกอีใส หรือไข้ทรพิษ แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า ผู้ป่วยจะมีไข้ ร่วมกับมีตุ่มผื่นตุ่มหนองทั่วตัว และต่อมน้ำเหลืองโต
 
โรคฝีดาษลิง หรือ โรคฝีดาษวานร คืออะไร
 
โรคฝีดาษลิง หรือ โรคฝีดาษวานร (Monnkeypox Virus) เป็นโรคที่พบการระบาดครั้งแรกเมื่อ 60 ปีก่อน มีถิ่นกำเนิดในประเทศคองโก โดยพบการติดเชื้อของสัตว์ตระกูลลิงในห้องแล็ป นอกจากนี้ยังสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ในสัตว์ตระกูลฟันแทะ อย่าง หนู กระรอก กระต่าย เป็นโรคตระกูลเดียวกับฝีดาษที่เกิดขึ้นในคน หรือไข้ทรพิษ
 
โรคฝีดาษลิง แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ คือ
 
สายพันธุ์แอฟริกากลาง มีความรุนแรงมาก อาจถึงขั้นเสียชีวิต
สายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก มีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์แอฟริกากลางมาก ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ ณ ขณะนี้
การติดต่อของโรคฝีดาษลิง หรือโรคฝีดาษวานร
 
โรคฝีดาษลิง หรือโรคฝีดาษวานร สามารถแพร่กระจายได้ง่าย แบ่งออกเป็น
 
1. การติดต่อจากสัตว์สู่คน
 
สัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ติดเชื้อ
ถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัด หรือข่วน
กินเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อ และปรุงสุกไม่เพียงพอ
2. การติดต่อจากคนสู่คน
 
สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยทางสารคัดหลั่ง จากผิวหนังที่เป็นตุ่ม หรือละอองฝอยจากการหายใจ
มีอาการป่วยประมาณ 2-4 สัปดาห์
ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายจากโรคเองได้ อาการรุนแรงมักพบในเด็ก ขึ้นกับปริมาณไวรัสที่ได้รับ
 
ระยะฟักตัว และอาการของโรคฝีดาษลิง หรือโรคฝีดาษวานร
 
ระยะเวลาฟักตัว (ช่วงเวลาตั้งแต่ติดเชื้อจนถึงเริ่มแสดงอาการ) ของโรคฝีดาษวานรมีตั้งแต่ 7-21 วัน โดยอาการจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ
 
ระยะก่อนออกผื่น ประมาณ 0-5 วัน มีไข้, ปวดศีรษะมาก, ต่อมน้ำเหลืองโต, ปวดหลัง, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลียมาก ภาวะต่อมน้ำเหลืองโตเป็นลักษณะเด่นของโรคฝีดาษวานร เปรียบเทียบกับโรคอื่นที่อาจแสดงอาการแรกเริ่มคล้ายกัน (อีสุกอีใส หัด และฝีดาษ)
 
ระยะออกผื่น ปกติเริ่มภายใน 1-3 วันหลังจากเริ่มมีไข้ ตุ่มผื่นมักขึ้นหนาแน่นบนใบหน้าและแขนขามากกว่าลำตัว โดยผื่นจะมีขนาด 2-10 มิลลิเมตร ในช่วง 2-4 สัปดาห์ต่อมา สามารถเกิดตุ่มผื่นได้ทั้ง ใบหน้า ,ฝ่ามือฝ่าเท้า,เยื่อบุช่องปาก ,อวัยวะเพศ,เยื่อบุตา และกระจกตาก็ได้รับผลกระทบด้วย
โดยผื่นเริ่มจากผื่นแดง จากนั้นค่อย ๆ เป็น ผื่นนูน (เป็นตุ่มแข็งนูนเล็กน้อย) กลายเป็นถุงน้ำ (มีของเหลวใสบรรจุอยู่ภายใน) เกิดตุ่มหนอง (มีของเหลวสีเหลืองบรรจุอยู่ภายใน) และเป็นฝี จนตุ่มหนองแตกและแห้งเป็นสะเก็ด ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการดีขึ้น และหมดระยะในการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น
 
การรักษาโรคฝีดาษลิง หรือโรคฝีดาษวานร
 
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคฝีดาษลิงแบบจำเพาะ แต่จะเป็นการรักษาเพื่อบรรเทาอาการ และควบคุมการเกิดภาวะแทรกซ้อน อัตราการเสียชีวิตของโรคนี้อยู่ที่ 1-10% ซึ่งต่ำกว่าไข้ทรพิษมาก
 
สำหรับผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคฝีดาษลิง หรือโรคฝีดาษวานร ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค หรือ CDC แนะนำให้ฉีดวัคซีนภายใน 4 วันหลังสัมผัสเพื่อป้องกันการติดโรค และฉีดวัคซีนภายใน 14 วันเพื่อลดความรุนแรงของโรค
 
ปัจจุบันมีการผลิตวัคซีนเฉพาะสำหรับโรคฝีดาษลิง ชื่อว่า วัคซีน Ankara ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการให้วัคซีนโรคไข้ทรพิษ
 
การป้องกันโรคฝีดาษลิง หรือโรคฝีดาษวานร
 
หลีกเลี่ยงสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์
กินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก
ล้างมือบ่อย ๆ
ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง
เฝ้าระวังอาการ 21 วันหลังกลับจากประเทศเขตติดโรค
ที่มา Hfocus,โรงพยาบาลวิชัยเวช

Related Articles

Back to top button