difference-thinking

ขอดเกล็ดมังกร ตอนที่ 21

ขอดเกล็ดมังกร ตอนที่ 21
: ได้พบท่านเติ้ง เสี่ยวผิง

ชื่อของพวกคุณพี่น้อง ตั้งได้ดีมาก” ท่านเติ้ง เสี่ยวผิงจับมือผม และพูดถึงชื่อภาษาจีนของพวกเราพี่น้องทั้งสี่คน ซึ่งคุณพ่อเป็นผู้ตั้งให้
เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2533 ผมได้มีโอกาสพบกับท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำสูงสุดของประเทศจีน ที่ปักกิ่ง แม้ก่อนหน้านั้นผมจะเคยได้

ร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีของไทยไปพบท่านมาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ท่านให้ผมเข้าพบในฐานะประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ แม้ว่าจะอยู่ในวัย 85 ปี แต่ท่านก็ยังพูดคุยด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนและสดใส

“ชื่อของพวกคุณพี่น้อง ตั้งได้ดีมาก” ท่านเติ้ง เสี่ยวผิงจับมือผมพลาง และพูดถึงชื่อภาษาจีนของพวกเราพี่น้องทั้งสี่คน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้เคยบอกไปแล้วว่า คุณพ่อของผมเป็นผู้ตั้งชื่อให้พวกเรา ได้แก่ เจิ้งหมิน ต้าหมิน จงหมิน และกั๋วหมิน (ผม) เมื่อนำคำหน้ามารวมกัน ก็จะเป็น “เจิ้งต้าจงกั๋ว” ซึ่งความหมายก็คือ ให้ประเทศจีนเดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง และพัฒนาให้ยิ่งใหญ่ เข้มแข็ง
ย้อนไปในปี พ.ศ.2532 ประเทศจีนเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ท่านจ้าว จื่อหยาง (Zhao Ziyang) ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีนในตอนนั้นต้องลงจากอำนาจ ในขณะที่บริษัทต่างชาติทยอยถอนการลงทุนจากประเทศจีน แต่เครือเจียไต๋ (ชื่อของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ประเทศจีน) กลับเพิ่มการลงทุนโดยไม่ลังเลใจใดๆ ทั้งสิ้น

เครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นบริษัทแรกๆ ที่เข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ตั้งขึ้น และเราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากท่านผู้นำ การพบกันครั้งนี้เป็นการแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของเครือเจริญโภคภัณฑ์ และเป็นการตอกย้ำให้นักลงทุนชาวต่างชาติมั่นใจที่จะลงทุนในประเทศจีนต่อไป แม้เป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและต่างประเทศมีความอ่อนไหว
“ผมหวังว่าชาวจีนโพ้นทะเลที่มีอยู่กว่าสิบล้านคนทั่วโลก จะสนใจกลับมาลงทุนในจีนเหมือนเช่นกับท่าน จีนจะดำเนินนโยบายการเปิดประเทศอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมาตรการให้เปิดประเทศมากขึ้น” ท่านเติ้ง เสี่ยวผิง กล่าวกับผมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจ และแฝงด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง

มกราคม ปีพ.ศ.2535 ท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งมีอายุมากแล้ว ได้เดินทางไปสำรวจเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น ท่านได้ประกาศให้จีนเร่งการปฏิรูปและเปิดประเทศให้มากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้บรรยากาศภายในและนอกประเทศจีนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นักลงทุนต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในประเทศจีนเป็นจำนวนมาก การที่เจียไต๋เป็นบริษัทแรกที่เข้าไปลงทุนในจีน จึงทำให้เราสามารถสร้างความเติบโตในประเทศจีนได้อย่างมั่นคง
ปลายทศวรรษ 2520-ต้นทศวรรษ 2530 นายจู หรงจี (Zhu Rongji) ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้ว่าการนครเซี่ยงไฮ้ ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 9 ของประเทศจีน ได้เสนอแผนพัฒนาเขตผู่ตง (Pudong) ขึ้น นครเซี่ยงไฮ้นั้นมีการแบ่งออกเป็น 2 เขตใหญ่ๆ คือ เขตผู่ตงและเขตผู่ซี โดยมีแม่น้ำหวงผู่ (Huangpu) ไหลผ่านกลางเมืองเป็นเส้นแบ่งเขต เวลานั้นฝั่งผู่ซีเป็นเขตพาณิชย์ ส่วนฝั่งผู่ตงเป็นโรงต่อเรือและที่นา

ตอนนั้นธุรกิจเลี้ยงไก่และธุรกิจรถมอเตอร์ไซค์ของเจียไต๋ที่เซี่ยงไฮ้ประสบความสำเร็จ ท่านจูหรงจี ผู้ว่าการนครเซี่ยงไฮ้ จึงอยากให้เจียไต๋เข้ามาช่วยพัฒนาพื้นที่ผู่ตง ซึ่งเดิมทีพื้นที่ส่วนใหญ่ยังรกร้าง ขนาดบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงยังไม่สนใจเลย แต่สัญชาตญาณบอกผมว่า “ไม่ช้าก็เร็ว ผู่ตงจะเป็นพื้นที่เจริญแน่นอน” เพราะฝั่งตรงข้ามผู่ตง คือเขตการค้าผู่ซีที่เจริญรุ่งเรือง
การพัฒนาเขตผู่ตงเริ่มจากการตัดถนน เจียไต๋ได้ลงทุนสร้างห้างสรรพสินค้า “ซุปเปอร์แบรนด์มอลล์” ที่มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (15,300 ล้านบาท) ตั้งอยู่เยื้องกับ “หอไข่มุก” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนครเซี่ยงไฮ้ ใช้เวลาในการก่อสร้างหลายปี จนในที่สุดก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ.2545 และเป็นดังที่ผมคาดการณ์ไว้ เมื่อเขตผู่ตงได้เชื่อมกับเขตผู่ซีด้วยสะพานและอุโมงค์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ ก็ได้ทำให้ผู่ตงกลายเป็นเขตการค้าที่รุ่งเรืองแห่งที่ 2 ของนครเซี่ยงไฮ้
เจียไต๋เริ่มสร้างโลตัสซุปเปอร์เซ็นเตอร์จากเขตผู่ตง แล้วขยายไปทั่วประเทศจีน ปัจจุบันมีเครือข่ายร้านกว่า 80 สาขา เจียไต๋ยังได้ก้าวไปสู่ธุรกิจเวชภัณฑ์ จากพื้นฐานความต้องการผลิตภัณฑ์ยาในธุรกิจเลี้ยงไก่และหมู ต่อมาเราจึงได้เข้าไปลงทุนในบริษัทผลิตยาต่างๆ ของประเทศจีนกว่า 20 บริษัทซึ่งเป็นยาที่ใช้กับคน เช่น บริษัทที่ผลิตยา “ซานจิ่วเว่ยไท่” (Sanjiuweitai) และ “ชิงชุนเป่า” (Qingchunbao) เป็นต้น

เครือเจียไต๋เข้าไปลงทุนทั่วประเทศจีน ยกเว้นมณฑลชิงไห่และทิเบต ปัจจุบันมีกิจการมากกว่า 300 บริษัทครอบคลุมธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม ธุรกิจอาหาร ธุรกิจยานยนต์ ธุรกิจรายการโทรทัศน์ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจเวชภัณฑ์ เป็นต้น นับเป็นมูลค่าการลงทุนรวมถึง 110,000 ล้านหยวน (550,000 ล้านบาท) มียอดขายในปี พ.ศ.2558 ประมาณ 100,000 ล้านหยวน (500,000 ล้านบาท) ความจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของท่านเติ้ง เสี่ยวผิง นำมาซึ่งความสำเร็จของเครือเจียไต๋ในประเทศจีนเช่นในวันนี้

Related Articles

Back to top button