Bizlifestyle

6 ข้อคิดดีๆ ฮีลใจจากละคร ‘มาตาลดา’

ถ้าพูดถึงละครที่กำลังออกอากาศในตอนนี้ ที่ดูยังไงก็ดีต่อใจ เพราะนอกจากจะได้ดูไปยิ้มไปแล้วแถมยังให้ข้อคิดดีมากๆ น่าจะหนีไม่พ้นละครเรื่อง “มาตาลดา” ด้วยเนื้อเรื่องที่สะท้อนความเป็นสังคมยุคใหม่ที่แฝงไปด้วยข้อคิดในมุมต่างๆ เลยทำให้ละครเรื่องนี้มีเรตติ้งทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตอนล่าสุด (ตอนที่ 13) ที่เพิ่งออกอากาศไปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.9 เพิ่มขึ้นจากตอนที่ 12 ซึ่งออกอากาศไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ด้วยเรตติ้ง 3.2 ขณะที่ยอดผู้ชมที่ดูผ่านแอปพลิเคชั่น 3พลัสก็ขยับเพิ่มขึ้นเช่นกันจาก 363.7K (ตอนที่ 12) ปรับเพิ่มมาเป็น 396.5K (ตอนที่ 13) และน่าจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าละครจะจบ

ด้วยเนื้อเรื่องที่สะท้อนสังคมเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงลูกที่ต่างกันของครอบครัวนางเอกกับพระเอก เลยทำให้เห็นทัศนคติในมุมต่างๆ ของตัวละคร ซึ่งบางมุมเข้าถึงความรู้สึกของคนดูได้เป็นอย่างดี เลยทำให้ใครหลายๆ คนติดละครเรื่องนี้แบบงอมแงม วันนี้เลยอยากจะยกตัวอย่างข้อคิดดีๆ จาก iSTRONG Mental Health มาเล่าให้ฟังด้วยกัน 6 ข้อ

ข้อที่ 1 ถึงครอบครัวจะมีไม่ครบ แต่อย่าทำให้ลูกรู้สึกขาด

คำว่า “ครบ” และคำว่า “ขาด” ที่กล่าวถึงนี้ ไม่ได้หมายถึงเงินทองแต่อย่างใด แต่หมายถึงองค์ประกอบของครอบครัว ที่โดยมาตรฐานสากลต้องมี พ่อ แม่ ลูก ซึ่งในละคร ครอบครัวของหมอปุริมมีครบทั้งพ่อ แม่ และลูก แต่ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดี

ข้อที่ 2 พลังทางบวกของคนในบ้านชนะทุกสิ่ง

ถึงแม้ว่าปัจจุบันสังคมไทยเราจะเปิดรับกับเพศวิถีที่หลากหลายมากขึ้น แต่กับสังคมขนาดเล็กอย่างครอบครัว ยังคงะสบปัญหาไม่เปิดใจยอมรับสมาชิกครอบครัวที่เป็น LGBTQ+ ทั้งๆ ที่เพศวิถีไม่ได้ลดทอนคุณค่าของเขาลงแต่อย่างใด ซึ่งพ่อเกรซของมาตาลดา ประสบปัญหาเช่นที่ว่า เมื่อพ่อเกรซตัดสินใจเปิดตัวว่าเป็นเพศวิถี จึงโดนอากงไล่ออกจากบ้าน จนต้องพาลูกไปอยู่ที่พัทยา และตลอดระยะเวลาที่เลี้ยงดูมาตาลดาจนเติบโต พ่อเกรซก็เจอปัญหามากมายจากสังคมรอบข้าง แต่โชคดีที่พ่อเกรซมีเพื่อนร่วมงานที่ดี มาตาลดาเลยโตมาเป็นเด็กน่ารักและคอยฮีลใจให้พ่อเสมอ

ข้อที่ 3 ไม่มีอะไรสำคัญเท่าคนในครอบครัว

ถึงแม้ว่าการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมนี้จะต้องคอยกังวลในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งฐานะทางสังคม ฐานะทางเศรษฐกิจ ชื่อเสียงของครอบครัว การปฏิบัติตามค่านิยมในสังคม แต่ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจังและเป็นสิ่งสมมุติ ทุกอย่างเราล้วนเป็นคนกำหนด คนรอบข้างอาจจะไม่ได้ใส่ใจเลยว่าเราใส่เสื้อผ้า ใช้กระเป๋าแบรนด์อะไร แต่เป็นตัวเราเองที่พยายามถีบตัวเองให้สูงขึ้น เพื่อให้คนอื่นมองว่าเราดี แล้วเราก็ส่งต่อทัศนคติแบบนี้ไปสู่ลูก จนเราไปบังคับเขา ไม่รับฟังความคิดเห็นเขา

ข้อที่ 4 ลูก ไม่ว่าโตขึ้นมาเขาจะเป็นอย่างไร เขาก็คือ “ลูก”

ในกรณีของอากงและอาม่าของมาตาลดา และพ่อกับแม่ของหมอปุริม ต่างคนก็มีความคาดหวังกับลูกสูงมาก เพราะเขามองว่าลูกคืออนาคตของตระกูล ลูกคือภาพสะท้อนของเขาที่จะอยู่ต่อไปในอนาคต แต่เมื่อลูกไม่ได้เป็นอย่างที่พ่อ แม่คาดหวัง ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นคือ ตัวตนของลูก แต่พ่อ แม่ (โดยเฉพาะพ่อ) กลับแสดงท่าทีไม่ยอมรับลูก และทำร้ายลูกรุนแรง จนลูกไม่มีที่ไป

ข้อที่ 5 เราเป็นพ่อ แม่ แบบไหน? ลูกก็จะโตขึ้นมาเป็นคนแบบนั้น

ตามทฤษฎีจิตวิทยาสังคมและจิตวิทยาพัฒนาการ ต้นแบบที่ดีที่สุดของลูก คือ พ่อ-แม่ เพราะเราใกล้ชิดกับลูกที่สุด อยู่กับลูกมาตั้งแต่เกิด ถ้าเราอยากให้ลูกใจดี มีพลังบวก และส่งต่อพลังบวกให้คนอื่นๆ เราก็ต้องเป็นแม่ เป็นพ่อที่ใจดี และมีพลังบวก อย่างเช่นพ่อเกรซกับมาตาลดา

ข้อที่ 6 อย่าเปรียบเทียบครอบครัวเรากับครอบครัวคนอื่น

อีกข้อคิดดีๆ ของละครเรื่องนี้ คือ อย่าเปรียบเทียบลูก หรือคู่ชีวิตของเรากับครอบครัวอื่น เพราะคู่ชีวิตเราหามาเองกับมือ เวลามีปัญหาก็บอกตัวเองดังๆ ว่า เลือกมาเอง เช่นเดียวกับลูก ลูกก็ไม่ได้ขอเรามาเกิด เราเองที่ทำให้เขาเกิดมา เพราะฉะนั้นแล้วถ้าลูกทำอะไรไม่ถูกใจเรา ก็ขอให้สอนเขาด้วยความรัก ความเมตตา และอย่าเปรียบเทียบลูกกับคนข้างบ้าน

สำหรับใครที่อยากได้ข้อคิดดีๆ เพิ่มพลังบวกให้กับตัวเอง ละครเรื่องมาตาลดา น่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สามารถฮีลใจใครหลายๆคนได้เป็นอย่างดี

Related Articles

Back to top button