Biznews

เปิด 3 เป้าหมายธุรกิจแบบยั่งยืนสไตล์ “ยูนิลีเวอร์”

เอ่ยชื่อ “ยูนิลีเวอร์” เชื่อแน่ว่าอย่างน้อยในแต่ละครัวเรือนต้องมีสินค้าของค่ายนี้ไม่ต่ำกว่า 1-3 ชิ้นเป็นอย่างน้อยที่ใช้ในชีวิตประจำวันตั้งแต่สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผมและอื่นๆ  อีกมากมาย เนื่องจากยูนิลีเวอร์ เจ้าของสินค้ากว่า 400 แบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของเราๆ  ท่านๆ  ทั้งสิ้นโดยวางขายใน 190 ประเทศทั่วโลก ซึ่งผู้บริโภค 2.5 พันล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรโลก ที่ใช้สินค้ายูนิลีเวอร์ในชีวิตประจำวันทุกวัน

กว่า 87 ปีที่ยูนิลีเวอร์ ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเข้ามาปักหลักดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ผ่านเรื่องเล่ามากมายกว่าจะมาถึงวันนี้  ซึ่งด้วยความที่อยู่มานานสิ่งที่ยูนิลีเวอร์ต้องเผชิญไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคคือ การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งรอบข้างโดยเฉพาะเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเทรนด์ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

 

ตลอดระยะเวลา 87 ปี ในประเทศไทย ยูนิลีเวอร์ นำเสนอสินค้าอุปโภคบริโภคมากมายแก่ผู้บริโภคชาวไทย และชี้วัดความสำเร็จได้ดังนี้

• ได้รับการจัดอันดับให้เป็น บริษัทอันดับหนึ่งที่คนอยากทำงานด้วยมากที่สุดโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน (2559-2561)

• เป็นผู้นำตลาดในเซ็กเมนต์สินค้าหลัก 7 ชนิดด้วยกัน คือ น้ำยาซักผ้า แชมพูสระผม ผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย ผงซักฟอก โจ๊ก ไอศกรีม และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

• 99% ของ 24.7 ล้านครัวเรือนในประเทศไทย ซื้อผลิตภัณฑ์ของยูนิลีเวอร์มากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน โดยมีอัตราการซื้อซ้ำกว่า 99% และผู้บริโภคไทยใช้สินค้าของยูนิลีเวอร์ในชีวิตประจำวัน 3 ครั้งต่อวัน

• บุกเบิกร้านติดดาว เพื่อช่วยร้านขายของชำเติบโตได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีแล้ว 1 หมื่นร้านค้า และจะขยายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
• ผุดโครงการ “ไอ แอม วอลล์ แมน” เพื่อส่งเสริมอาชีพสำหรับคนไทยที่ต้องการทำธุรกิจไอศครีมวอลล์ ให้โอกาสทำงานที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง และปีนี้จะเป็นปีที่วอลล์ ฉลองครบรอบ 30 ปีของคนขายไอศครีมวอลล์ ขณะนี้ ยูนิลีเวอร์ ได้สร้างงานกว่า 10,000 รายให้คนขายไอศกรีมวอลล์

“โรเบิร์ต แคนเดลิโน” ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ในประเทศไทย และมาเลเซีย สิงคโปร์ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ผู้ซึ่งเป็นลุกหม้อของยูนิลีเวอร์ก็ว่าได้เพราะเขาทำงานกับยูนิลีเวอร์มา 22 ปี ในหลายประเทศก่อนจะมารับตำแหน่งล่าสุดเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วหลังจากใช้เวลาศึกษาเพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมและผู้บริโภคชาวไทยอย่างลึกซึ้งแล้วจึงสามารถกำหนดทิศทางตลาดชัดเจนขึ้น

สำหรับเป้าหมายธุรกิจยั่งยืนของยูนิลีเวอร์ กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ชัดเจนว่า จะต้องทำให้เกิดความยั่งยืนทั้งธุรกิจและสังคม ภายใต้ความเชื่อ 3 ประการ ได้แก่

1- Company  การเป็นบริษัทที่มีความชัดเจน ผ่านการคิดค้นแคทเปญต่างๆ  ที่ผ่านมา อาทิ การเปิดร้านสินค้าติดดาว ซึ่งเป็นโมเดลที่เริ่มต้นในปี 2555 หลังจากกรุงเทพฯ เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ในตอนนั้นมีร้านโชห่วยหลายร้านถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหาย บางร้านถึงขั้นจะเลิกกิจการเลยก็มี

ยูนิลีเวอร์ จึงเกิดไอเดียในการเข้าไปช่วยซ่อมแซมร้านที่เสียหาย โดยปรับปรุงใหม่หมดทั้งภายนอกและภายใน รวมทั้งช่วยจัดระบบหลังบ้าน การสต็อกสินค้า ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของร้านโชห่วยตลอดจนระบบบัญชีรายรับรายจ่ายภายในร้าน

เมื่อเริ่มปรับปรุงจากร้านที่ถูกน้ำท่วม จากนั้นก็ขยายไปยังร้านอื่นๆ ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการ กลายเป็นว่าตอนนี้มีร้านติดดาวทั่วประเทศกว่า 10,000 ร้านค้า

ซึ่งร้านติดดาวถือว่าอยู่หนึ่งในแผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน (Unilever Sustainable Living Plan: USLP) ในการพัฒนาธุรกิจควบคู่กับพัฒนาสั่งคม และชุมชน ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีโมเดลที่แตกต่างกันออกไป ในประเทศไทยเป็นการพัฒนาร้านโชห่วยให้เป็นร้านสำหรับชุมชน

หลักในการเลือกร้านติดดาวของ Unilever นั้นมีอยู่ 3 ข้อด้วยกัน 1.ทำเลของร้านจะต้องอยู่ในชุมชน บริเวณโดยรอบจะต้องมีบ้านพัก คอนโด โรงงาน 2.มีกลุ่มสินค้าที่หลากหลายมากกว่า 14 กลุ่ม เป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และ 3.เจ้าของร้านจะต้องให้ความร่วมมมือ มีวิสัยทัศน์เดียวกัน เปิดใจรับฟังคำแนะนำเป็นข้อที่สำคัญที่สุด

ซึ่งงภายในร้านติดดาวไม่ได้จำกัดว่าจะต้องจำหน่ายแค่สินค้าของ Unilever อย่างเดียว เจ้าของร้านสามารถวางจำหน่ายสินค้าอื่นๆ  ได้ ซึ่งทางยูนิลีเวอร์ตั้งเป้าว่า 1 หมู่บ้าน 1 ร้านติดดาว

นอกจากร้านติดดาวแล้ว อีกหนึ่งโครงการของยูนิลีเวอร์คือ โครงการพี่ติมวอลล์ ที่เปิดโอกาสให้คนว่างงานได้มีอาชีพสุจริตและเลี้ยงดูครอบครัวได้โดยร่วมมือกับกระทรวงแรงงานประกาศรับสมัครพี่ติมวอลล์เพื่อมุ่งสร้างงานสร้างอาชีพให้คนไทยที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจไอศกรีมวอลล์ของตัวเอง ภายใต้สโลแกน” มากกว่าส่งไอติมคือส่งความสุข”

2-People 

ยูนิลีเวอร์ ทรัพยกรบุคคลคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ต้องพัฒนาคนให้ดีมากขึ้น ผ่าน 4D ได้แก่

DISCOVER  การค้นพบ

DIAGNOSE การวินิจฉัย

DEVELOP การพัฒนา

DIGITAL การเทรนนิ่ง

 

3-BRANDS  การพัฒนาแบรนด์ใหม่ๆ  อย่างต่อเนื่องและต้องเป็นสินค้าที่รักษ์โลกเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นนโยบายที่ยูนิลีเวอร์ทำมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับสูตรลดน้ำตาลมากว่า 10 ปี บรรจุภัณฑ์ลดพลาสติก เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทแม่ของยูนิลิเวอร์ ที่อเมริกา ได้วางเป้าหมายที่จะลดการใช้พลาสติก 100% ภายในปี 2568

โดยในส่วนของประเทศไทยขณะนี้ได้เริ่มแล้วจาก 2 ผลิตภัณฑ์ที่ขายดีที่สุด คือ น้ำยาปรับผ้านุ่มคอมฟอร์ต และ น้ำยาล้างจานซันไลต์ โดยใช้พลาสติก PCR 100% ซึ่งเป็นพลาสติกที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลจากขวด PET มาผลิตเป็นขวดบรรจุ และจากนี้จะทยอยเลิกใช้ขวด PET ให้หมดไป

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ยูนิลีเวอร์จึงออก 2 แบรนด์ใหม่ที่นำเข้าทำตลาดปีนี้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้ากับล้างจานแบรนด์ เซเว่นเจนเนอเรชั่น (Seventh Generations) แบรนด์ที่ผลิตในอเมริกาด้วยการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เพื่อเข้ามาตอบโจทย์กลุ่มที่ตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

อีกแบรนด์คือ เลิฟบิวตี้เลิฟแพลเน็ต (Love Beauty Love Planet) ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการคิดค้นของยูนิลีเวอร์ในอเมริกัน เน้นกลุ่มผู้ที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังเช่นกัน และมีแผนจำทำตลาดใน 130 ประเทศทั่วโลกโดยเปิดตัวที่ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อจากนิวซีแลนด์

จากแนวทางการดำเนินงานดังกล่าว โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมที่แม่ทัพคนล่าสุดของ ยูนิลีเวอร์เน้นย้ำชัดเจนนี้จะทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่  มาเอาใจช่วยกัน 

 

 

Related Articles

Back to top button