ระยะหลังๆวงการครูเมืองไทยมีข่าวที่ไม่ค่อยดีสร้างความเสื่อมเสียให้กับอาชีพที่ได้ชื่อว่า พ่อพิมพ์-แม่พิมพ์ของชาติ ออกสื่อบ่อยขึ้น
เริ่มต้นปีมาสังคมไทยต้องฮือฮา เมื่อผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งก่อเหตุชิงทองยิงเด็กเสียชีวิต มีคำถามตามมามากมายว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้ครูผู้บริหารหนุ่มอนาคตไกลตัดสินใจเป็นโจร
ยังจำกันได้ใช่ไหมครับว่าคดีนี้กว่าจะปิดได้ใช้เวลาพอสมควร ก่อน “หนุมานกองปราบ” จะรวบรวมหลักฐานในการก่อเหตุแล้วขอศาลออกหมายจับแล้วตามประกบก่อนจะตะครุบตัวโดยที่คนร้ายไม่ทันระวังตัว
ครูระดับผู้อำนวยการซึ่งมีหน้าที่การงานและเงินเดือนไม่น้อย แต่ชีวิตเปลี่ยนทันทีจากการใช้จ่ายที่เกินตัว
แต่ข่าวที่สร้างกระแสวิพากษ์ให้กับสังคมไทยมากที่สุด คือ “7 ครูร่วมข่มขืนเด็กนักเรียน” เนื่องจากมาพร้อมแฟนคลับออกตัวแรงชูป้ายไฟ “คนดีที่ขาดสติ ทำเลวเรื่องเดียว”
ผมค่อนข้างแปลกใจมากนะครับ อย่างแรกเลยคือการเขียนภาษาไทยโพสต์โซเชียลมีเดียระดับเด็กสก๊อยของ “ป้าคนนั้น” แฟนคลับผู้ซึ่งยึดอาชีพครูมาเกินครึ่งชีวิต มันสะท้อนให้เห็นชัดเลยว่าผู้เขียนละเลยความสำคัญของบางอย่าง แล้วใช้ความคุ้นเคยหรือมักง่ายเป็นเครื่องมือในการบอกกล่าวความดีงามของเหล่าบรรดาครูทั้ง 7
ละเลยความสำคัญที่ว่า คนเป็นครูผู้อยู่กับการใช้ภาษาไทย มีหน้าที่หลักๆคือต้องสอนเด็กให้อ่านออกเขียนได้ แต่คนเป็นครูเขียนผิดๆถูกๆ โพสต์บนสื่อโซเชียล มันย้อนแย้งพิกล ทำให้ตัวของป้าคนนั้นไม่มีความน่าเชื่อถือเลย ในขณะที่ภาษาสก๊อยซึ่งต้องกดโทรศัพท์มือถือ เลยทำให้บางคำใช้ข้อความแบบย่อๆเอาแค่พอเข้าใจ อ่านบ่อยๆเขียนบ่อยๆกลายเป็นความเคยชิน จนไม่สนใจจะเขียนให้ถูกต้อง
ภาษาแบบนั้นกับความน่าเชื่อถือในอาชีพที่ทำอยู่ ในความรู้สึกผมมันขัดแย้งกันอย่างรุนแรงครับ แม้จะออกตัวล้อฟรี แต่ป้าคนนั้นก็ไม่ใช่แฟนคลับที่ติดตามศิลปินอย่างใกล้ชิด
เพราะแฟนคลับระดับพรีเมียมตัวจริงคือ ผู้ที่ออกมาให้ “ข้อมูล” อีกด้าน โดยข้อมูลที่อ้างว่าได้มานั้นผมเชื่อว่าถ้าตำรวจเรียกไปสอบปากคำกันจริงๆ แฟนคลับอาจโดนข้อหาหมิ่นประมาทให้เสียชื่อเสียงต่อหน้าธารกำนัล พร้อมกับแจ้งความเท็จอีกหนึ่งกระทง
ผมไม่เข้าใจว่าถ้ามันเป็นเพราะความยากจนจริงตามที่แฟนคลับเที่ยวโพนทะนา แสดงว่าที่ผ่านมาคุณก็ช่วยเหลือคนยากจนด้วยการผลัดกันรุมข่มขืนอย่างนั้นหรือ อาชีพครูอยู่ใกล้เด็กนักเรียน สามัญสำนึกในความเป็นครูอาจจะไม่มี…ไม่เป็นไร

แต่สามัญสำนึกความเป็นคน…ไม่มีกันเลยหรืออย่างไรครับ
นอกจากนี้ปมดราม่าที่กำลังถูกพูดถึงไปไม่นานคือเรื่องระเบียบการไว้ผมยาวของนักเรียนหญิง ชาวเน็ตต่างให้ความเห็นว่าการที่ครูนำกรรไกรไปตัดผมนักเรียนนั้น เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่
วิธีการรักษากฎระเบียบดังกล่าวนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ก็อาจจะไม่ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะผมเองก็ยังเคยถูกตัดผมเหมือนกัน ไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานยังมีให้เห็นอีกในปัจจุบัน แต่ประเด็นถกเถียงกันนี้ผมไม่ค่อยได้ติดตามเท่าไรเนื่องจาก ถ้าจะแก้ที่ต้นเหตุก็ต้องให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณา ในขณะที่การเอากรรไกรไปตัดผมใครสักคนมันขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคลว่าผู้ที่คิดจะทำนั้นมีความต้องการอะไร
และข่าวล่าสุดที่ทำให้วงการครูถูกสังคมออนไลน์ตั้งคำถามมากพอสมควร โดยติดเทรนด์แฮชแท็ก #ยกเลิกหมอบกราบ กันเต็มทวิตเตอร์
เรื่องเกิดจากครูบังคับให้นนักเรียนก้มกราบกลางลานโล่ง โดยอ้างว่าเป็นวัฒนธรรมอันดีงามที่ปฏิบัติต่อๆกันมา ซึ่งอันที่จริงแล้วครูที่บังคับให้เด็กก้มกราบควรทำความเข้าใจการหมอบกราบก่อนว่า ครูสามารถให้เด็กหมอบกราบได้หรือไม่เพราะวิธีการหมอบกราบนั้นเป็นประเพณีที่ใช้กับสถาบันพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่โบราณ ก่อนที่ รัชกาลที่ 5 ยกเลิกไป
ก็เขาเลิกกันไปตั้งแต่ 100 กว่าปีที่แล้ว ดังนั้นการบังคับให้นักเรียนหมอบกราบจึงไม่วัฒนธรรมอันดีงามเลยครับ แต่มันกลายเป็นการสำเร็จความใคร่ในอำนาจ ซึ่งเกิดจากทัศนคติมองนักเรียนเป็นชนชั้นที่ต่ำด้อยกว่า ถ้าเป็นปัจจุบันเราก็จะใช้คำว่า “เหยียด” ครับ
ถามว่าปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่หรือเปล่า ก็คงตอบว่า…ไม่ เพราะมันเป็นทัศนคติส่วนบุคคล และอาจจะเป็นเพียงครูส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังมีความคิดแบบนี้อยู่
โลกเราเปลี่ยนไปมากครับ จากอดีตที่คนเรียนหนังสือไม่เก่ง มีทางเลือกคือมเมื่อจบมาก็สามารถเป็นครูได้ โดยครูบาอาจารย์สมัยก่อนนั้นเราเรียกครูได้อย่างสนิทใจ และท่านก็เรียกแทนตัวเองว่าครูได้อย่างภาคภูมิ
เมื่อโรงเรียนเริ่มกลายเป็นออฟฟิศ หลักสูตรการเรียนการสอนกลายเป็นธุรกิจเพื่อหารายได้เข้าโรงเรียน
จากคนที่เคยแทนตัวเองว่าครู ปัจจุบันผมแสลงหูทุกครั้งที่ได้ยินใครสักคนแทนตัวเองว่า “ทีชเชอร์”
แล้วเมื่อเป็นทีชเชอร์ ก็หมายความว่าไม่ได้เป็นครูแล้ว เนื่องจากความเป็นครูเมื่อสอนเด็กนักเรียนพ้นเป็นรุ่นๆไปแล้ว ครูจะมีความสุขกับการได้เห็นและเฝ้ามองคนจากวัยเยาว์สู่การเจริญเติบโตมีหน้าที่การงานที่ดี เป็นคนดีของสังคม เป็นผ็ว่าราชการจังหวัด เป็นอธิบดี เป็นรัฐมนตรี เป็นผู้บริหารประเทศ
โดยที่ครูก็ยังเป็นครูเหมือนเดิม นี่คือนิยามของคำว่าเรือจ้าง
ดังนั้นเมื่อมีทีชเชอร์ขึ้นมา ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการเป็นทีชเชอร์นั้นได้รับอนุญาตให้มองเด็กด้วยสายตาหื่นกระหายแล้วจินตนาการถึงความอัปยศที่อยากระบายลงบนผ้าขาวได้ด้วยหรือ
และหากวงการครูถูกแฉ ถูกพูดถึงในแง่ลบบ่อยๆ อนาคตของเด็กที่โตมากับการเห็นครูประพฤติตัวไม่ดี ต่อไปเด็กก็จะไม่ให้ความสำคัญกับความรู้ ขาดความกตัญญู ไม่มีความเคารพ
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง จะมามัวสร้างความภาคภูมิใจในอาชีพครูนั่น มันกินไม่อิ่มเหมือนข้าวแน่นอนครับ เรื่องนี้ผมมั่นใจ
แต่เงินก็ซื้อความเป็นครูและความเป็นคนไม่ได้เช่นกันนะครับ