Biznews

หนุ่ม-สาวฉันทนาช็อกอีกระลอก! “ไฮเทรนด์” ปิดกิจการกะทันหัน ลอยแพพนักงานนับร้อย

ยังคงมีข่าวคราวให้เห็นกันอย่างต่อเนื่องสำหรับการปิดกิจการของโรงงานต่างๆ  ที่ทนแบกรับภาระต่อไปไม่ไหวต่างทยอยปิดกิจการไปแล้วหลายราย มีทั้งที่ประกาศล่วงหน้าและไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า 

ล่าสุด เมื่อเฟซบุ๊ก “สำเริง ต้อนไล่” มีการเผยแพร่ภาพโรงงาน ไฮ เทรนด์ อุตสาหกรรม กรุงเทพ ซึ่งประกอบกิจการผลิตกระเป๋า ที่เทศบาลเมืองศรีราชา ปิดกิจการเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2562 หลังประกอบกิจการได้ประมาณ 11 ปี โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าทำให้พนักงานที่ทราบเรื่องยืนรวมตัวกันหลังทราบเรื่องที่ด้านหน้าโรงงานเป็นจำนวนมาก

 

ทั้งนี้  ไฮเทรนด์ อุตสาหกรรม ก่อตั้งเมื่อวันที่  8 สิงหาคม 2551 ดำเนินกิจการผลิตกระเป๋าทุกประเภท ทุนจดทะเบียน 140 ล้านบาท มีนายจี ฮอง เจง ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ

ด้านผลประกอบการที่ผ่านมา มีดังนี้

ปี 2559 รายได้รวม 1,028 ล้านบาทผลกำไรสุทธิ 3.832 ล้านบาท

ปี 2560 รายได้รวม  817 ล้านบาท กำไรสุทธิ 37,324,000 ล้านบาท

ปี 2561  รายได้รวม 684 ล้านบาท กำไรสุทธิเหลือ 9.8 ล้านบาท

จำนวนหนี้สิน

ปี 2559  = 443 ล้านบาท

ปี 2560 =475 ล้านบาท

ปี 261 =352 ล้านบาท

สินทรัพย์หมุนเวียน 

ปี 2559 =422  ล้านบาท

ปี2560= 497 ล้านบาท

ปี 2561 =387  ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ ศุกร์ ที่ 25 ต.ค.2562 บริษัท เอสอาร์เอฟ อินดัสทรี้ส์ (ไทยแลนด์) จำกัด (SRF) โรงงานผลิตผ้าใบยางรถยนต์ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ประกาศปิดกิจการ และเลิกจ้างพนักงานจำนวน 400 คน โดยได้ส่งหนังสือแจ้งไปถึงพนักงานล่วงหน้าก่อน 1 เดือน

โดยระบุเหตุผลว่า เศรษฐกิจตกอยู่ในสภาพที่ไม่น่าไว้ใจที่จะดำเนินกิจการอีกต่อไป เนื่องจากความต้องการของตลาดลดลง และมีการชะลอตัวเกิดขึ้นทั่วโลกต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลกระทบให้การส่งออกของไทยย่ำแย่ลง รวมถึงหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่งของบริษัท ตัดสินใจไม่ซื้อวัสดุที่ใช้ในการผลิตจากโรงงานอีกต่อไป บริษัทฯจึงไม่เหลือทางเลือกอื่นอีกนอกจากต้องปิดกิจการโรงงานเทคนิคสิ่งทอ (ผ้าใบยางรถยนต์) ใน จ.ระยอง

นอกจากนี้ ยังมีบริซัท ซันโย เอ็นจิเนียริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด SANYO ENGINEERING (THAILAND) ประกาศปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงาน โดยมีหนังสือระบุข้อความถึงพนักงานว่า บริษัทมีความเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้ท่านทราบว่า บริษัทฯ มีความจำเป็นที่จะต้องปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงานทุกคน เหตุผลของการเลิกจ้างครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่ประสบภาวะขาดทุนสะสมมาเป็นเวลานาน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป ภายใต้กฎหมายแรงงานและกฎระเบียบข้อบังคับของบริษัทฯ ท่านมีสิทธิ์ที่จะได้รับผลประโยชน์ตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด

29 สิงหาคม 2562 – บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (General Motors Thailand) หรือ GM Thailand ผู้ผลิตรถยนต์กระบะชื่อดัง เชฟโรเลต (Chevrolet) ตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง มีการประกาศเลิกจ้างพนักงานประจำและชั่วคราว จำนวนมากกว่า 300 คน ซึ่งสร้างความตกใจให้กับพนักงานดังกล่าวที่ถูกเลิกจ้างกะทันหัน โดยที่ผ่านมา บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์สฯ ประกาศแผนเลิกจ้างพนักงานออกมาอย่างต่อเนื่อง เป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับโครงสร้างองกรค์ครั้งใหญ่ เพื่อรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

 

ขณะเดียวกัน บริษัท ไทยซัมมิท แหลมฉบัง โอโตพาร์ท จำกัด แม้ไม่ได้ปิดกิจการแต่ได้ให้พนักงานหยุดงานเป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม – 25 ธันวาคม 2562 โดยให้เหตุผลว่า ลูกค้าของบริษัทฯ หยุดการผลิตชั่วคราว และมีการสั่งซื้อสินค้าเข้ามาในปริมาณลดลง ทางบริษัทฯ พิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นต้องหยุดการทำงานชั่วคราวบางส่วนโดยการหยุดตามข้อนี้จะไม่มีผลใดๆ กับการคำนวณเบี้ยขยับ หรือการประเมินผลการปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ พนักงานสามารถใช้สิทธิ์ลาหยุดพักผ่อนประจำปี เพื่อรับค่าจ้างเต็มจำนวน ในวันที่ได้ประกาศให้เป็นวันหยุดชั่วคราวตามประกาศนี้ โดยพนักงานที่ใช้สิทธิ์ลาหยุดพักผ่อนประจำปี จะต้องคีย์การลาในระบบ ESS ก่อนวันหยุดการทำงานชั่วคราวที่กำหนดไว้

ถือเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ชีวิตนับจากนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน ใครที่ยังคงทำงานอยู่ก็ขอให้รักษาสถานะไว้ให้ดี  เอาใจช่วยทุกคน 

Related Articles

Back to top button