ครั้งหนึ่งเมื่อช่วงเวลาเดียวกันนี้ของปีที่แล้ว ประเทศไทยได้ชื่อว่ามีระบบสาธารณสุขที่สามารถควบคุมและป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่ดีที่สุดติดอันดับโลก ไม่ใช่แค่บุคลากรทางการแพทย์เท่านั้นที่ได้รับความชื่นชมจากหลายประเทศ แต่ภาพคนไทยร่วมใจกันใส่หน้ากากอนามัยยังถูกเผยแพร่ในสื่อมากมาย กลายเป็นประเทศตัวอย่างที่ถูกกล่าวถึงว่าประชาชนมีวินัยและรับผิดชอบต่อสังคม

โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ของประเทศญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าตำรับว่าคนในชาติรักษาวินัยเป็นอย่างมาก เขายังต้องนำภาพข่าวคนไทยพร้อมใจกันใส่หน้ากากอนามัยมาเผยแพร่ให้ชาวญี่ปุ่นด้วยกันเองได้เห็น
จะด้วยการปั่นราคาของรัฐบาลไทยหรือเปล่าไม่ทราบได้ การประกาศว่าระบบสาธารณสุขไทยเป็นที่ยอมรับจากคนทั้งโลก และเป็นสวรรค์ของผู้ป่วยติดเชื้อโควิดที่ต้องการเดินทางมารักษา ยอมเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลเพื่อได้รับการดูแลระหว่างการกักตัวใน Alternative State Quarantine (ASQ) จนรัฐบาลฝันถึงการผลักดันธุรกิจ Hub ด้านสุขภาพ หวังสร้างรายได้เข้าประเทศ
ผ่านมาแค่ 1 ปีเท่านั้น ความเชื่อมั่นด้านการควบคุมป้องกันโรคที่เคยทำให้คนไทยเดินยืดอก มาวันนี้ก็เป็นประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน ที่ห้ามผู้เดินทางชาวต่างชาติที่เคยมาไทย (รวมถึง กัมพูชา ศรีลังกา เซเชลส์เซนต์ลูเซีย ติมอร์ตะวันออก และมองโกเลีย) เข้าประเทศ
คำถามคือ เป็นเพราะอะไรที่ทำให้ประเทศไทยซึ่งเคยได้รับความเชื่อมั่นว่าเป็นสวรรค์ของผู้ป่วยโควิด เพียงปีเดียวก็กลายเป็นพื้นที่ระบาดอย่างรุนแรงจนหลายชาติผวา

# ระลึกความจำไทม์ไลน์โควิดปี 2563
ตั้งแต่มีรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อในไทยครั้งแรกวันที่ 31 ม.ค. 2563 หลังจากนั้นอีก 1 เดือนต่อมา ไทยมีจำนวนผู้ติดโควิด 40 ราย
ในระหว่างที่ทั่วโลกกำลังหวั่นวิตกกับโรคติดต่ออุบัติใหม่ แต่สำหรับสังคมไทย เดือน ก.พ.คือช่วงพลิกวิกฤตเป็นโอกาสอย่างแท้ทรู เกิดกระแสการร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกักตุนหน้ากากอนามัยและโก่งราคาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย และใช้เวลาเพียงไม่นาน ในที่สุดก็ทำให้โรงพยาบาลเริ่มขาดแคลน และกว่าที่รัฐบาลจะเข้าแทรกแซงการจัดจำหน่าย ก็ทำให้ครั้งหนึ่งราคาหน้ากากอนามัยของไทยเคยพุ่งสูงมากกว่าชิ้นละ 10 บาท
คลัสเตอร์แรกที่เปิดฉากให้คนไทยรู้ฤทธิ์ของไวรัสโควิด-19 คือเวทีสนามมวยราชดำเนิน ในวันที่ 6 มี.ค. พบผู้ติดเชื้อไม่ต่ำกว่า 100 คนต่อวัน และประกาศแสนยานุภาพการระบาดไปยังพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ นำมาสู่การประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน 2548 จนต้องใช้กฏเคอร์ฟิวเพื่อบังคับประชาชนไม่ให้ออกนอกเคหะสถานยามวิกาล ในคืนวันที่ 3 เม.ย. เข้าสู่มาตรการล็อคดาวน์เต็มรูปแบบทั่วประเทศเป็นครั้งแรก
12 เม.ย. วันสงกรานต์ที่ไม่มีการจัดงานเทศกาล โฆษก ศบค. แถลงจำนวนผู้ติดเชื้อ รวม 2,551 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 38 ราย ช่วงนี้จำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละวันอยู่ที่ประมาณ 10 กว่าคน จนกระทั่ง 27 เม.ย. จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงมาถึงตัวเลขหลักเดียวได้สำเร็จ เหลือเพียง 9 คน
13 พ.ค. ศบค. แถลงว่าเป็นวันแรกที่ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศ ซึ่งวันนั้นยอดผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 3,017 คน เสียชีวิตรวม 56 ราย จากการจัดลำดับประเทศที่มีผู้เชื้อมากที่สุด ไทยอยู่อันดับที่ 66 ของโลก หลังจากนั้น ศบค.กับประชาชนก็มีแคมเปญเล็กๆ ตั้งเป้าร่วมกันสร้างสถิติไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศว่าทำได้นานที่สุดกี่วัน
ซึ่งวันสุดท้ายที่ไม่พบผู้ติดเชื้อในไทย คือ 30 ส.ค. รวมแล้ว 100 วัน ในขณะที่การระบาดแพร่กระจายไปทั่วโลก สายการบินต้องระงับการเดินทางระหว่างประเทศ แต่กิตติศัพท์ของไทยแลนด์วันนั้นกลายเป็นที่เลื่องลือกันว่าไม่เพียงแต่ประชาชนจะร่วมใจกันปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด แต่บุคลการทางการแพทย์ก็ทุ่มสุดความสามารถเพื่อช่วยชีวิตคนไทย และพาประเทศผ่านวิกฤตมาแบบโอเคนัมเบอร์วันทุกเวที
ส่วนการระบาดรอบ 2 ซึ่งคาดว่ามาเริ่มต้นมาจากแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานแพกุ้ง ใน จ.สมุทรสาคร และเป็นเหตุให้ผู้ว่าราชการจังหวัดติดโควิดจนต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียู รพ.ศิริราช หลังจากนั้นมีคลัสเตอร์การระบาดที่ จ.ระยอง เชื่อมโยงกับบ่อนการพนัน รวมถึงการลักลอบผ่านแดนท่าขี้เหล็ก-แม่สาย จ.เชียงราย
ก่อนจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบสวนโรค โดยขอให้ผู้ติดเชื้อเปิดเผยไทม์ไลน์ แม้แรกๆจะก็ไม่ได้รับความร่วมมือ พร้อมๆไปกับการพัฒนาแอพลิเคชั่น “หมอชนะ” ขึ้นมา
สาเหตุของการระบาดระลอกนี้ทำให้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มีคนไทยจำนวนมากเลิกยกการ์ดไปนานแล้ว เพราะคิดว่าการระบาดหนักๆระดับโลกที่ผ่านมา ระบบสาธารณสุขของไทยสามารถควบคุมได้ หลังจากใช้ชีวิตที่คุ้นชินได้ไม่นาน มาตรการรักษาระยะห่างก็ละเลย
ในขณะที่รัฐบาลก็เรียกว่าที่สุดของความดันทุรังหลังจากมีเสียงคัดค้านไม่ให้นำผู้ป่วยโควิดจากต่างประเทศเข้ามารักษาในโครงการ ASQ คาดว่ามีการดีลฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจให้กับธุรกิจภาคโรงแรมที่ผลประโยชน์ราคางามจนผู้มีอำนาจในรัฐบาลไม่สนใจว่าจะทำให้เกิดการระบาดจากสายพันธุ์ต่างประเทศในไทยหรือเปล่า
กลางเดือน ธ.ค. 2563 ศบค. รายงานว่าพบผู้ติดเชื้อในประเทศกว่า 1,300 คน กระจายไป 27 จังหวัดที่เชื่อมโยงวันที่ 20 ธ.ค. พบผู้ติดเชื้อใหม่ 576 คน ซึ่งเป็น “New High” ครั้งแรก

# จุดเริ่มต้นของการสั่งจอง “วัคซีนโควิด”
การระบาดของไวรัสโควิดในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งพบผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก ตัวเลขปัจจุบันคือ 33,362,600 คน เป็นสถิติที่ครองอันดับ 1 มาอย่างยาวนาน ซึ่งมีเพียงม้ามืดแรงปลายอย่างอินเดีย (ผู้ติดเชื้อ 28,909,975 คน) เท่านั้น ที่อาจจะโค่นลงได้ในอนาคต
และเนื่องจากสหรัฐฯ ต้องพบเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือในการใส่หน้ากากอนามัย จนทำให้เกิดมีผู้เสียชีวิตวันนี้เกือบแตะ 6 แสนรายแล้ว นั่นทำให้ตลอดทั้งปี 2563 สหรัฐฯ ทุ่มเทไปกับการวิจัยและผลิตวัคซีน
ในขณะที่รัฐบาลไทย เพิ่งจะมีการพูดถึงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 พ.ย. เพื่ออนุมัติงบ 6,049,723,117 บาท สำหรับ “สั่งจอง” ซื้อวัคซีนโควิด-19 จากบริษัท แอสตร้าเซเนกา จำกัด จำนวน 26 ล้านโดส
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า รัฐได้จัดสรรงบมาประมาณ 6,000 ล้านบาท เพื่อจองซื้อวัคซีน 26 ล้านโดสนี้จากแอสตร้าเซเนก้า หลังจากนั้นไม่กี่วันวัคซีนของแอสตร้าเซเนกา ก็ได้รับการยืนยันว่ามีประสิทธิผล ทำให้ สธ. กับ บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีนโควิด-19 กับบริษัทแอสตร้าเซเนกา
กระแสวัคซีนเริ่มเป็นที่สนใจในประชาชน หลังจากเริ่ม ปี 2564 ได้เพียงไม่กี่วัน ซึ่งในเดือน ม.ค. นั้นยังเป็นเพียงดราม่าการเมือง มีการเปิดเผยความคืบหน้าโดยกล่าวว่าคนไทยจะได้ฉีดวัคซีนของบริษัทแอสตร้าเซเนกา ล็อตแรกจำนวน 50,000 โดส ในวันที่ 14 ก.พ. 2564 แต่ปรากฎว่าเมื่อถึงวันวาเลนไทน์ รัฐบาลไทยก็ได้ลิ้มรสชาติของแห้วกระป๋องใหญ่ หลังจากไม่มีวัคซีนอะไรส่งมาทั้งนั้น

มีคนของรัฐกล่าวว่าแอสตร้าเซเนกา ขอเลื่อนการส่งวัคซีนมาไทยออกไปก่อน แต่ทั้งนี้ก็ยังจะได้รับวัคซีน 200,000 โดส ภายใน ก.พ. แต่จะเป็นวัคซีนของบริษัทซีโนแวค จากประเทศจีน
“สัญญาณอันตราย” จากการถูกบริษัทผลิตวัคซีนขอเลื่อนตั้งแต่ครั้งแรก หรือการเข้าใจผิดของหน่วยงานรัฐว่าจะได้วัคซีน ทำให้ในเวลาต่อมาข้อมูลจากรัฐบาลที่เกี่ยวกับวัคซีนสับสน ขัดกันเอง พูดไม่ตรงกัน หน่วยงานหนึ่งบอกว่าใช่ อีกหน่วยงานบอกไม่ใช่ ไม่เพียงสร้างความสับสนให้กับประชาชนเท่านั้น แต่มันสะท้อนว่าการบริหารจัดการของรัฐบาลในสถานการณ์วิกฤตนั้น วุ่นวาย ไม่มีทิศทาง และไม่มีศักยภาพใดๆทั้งสิ้น
25 ม.ค. 2564 New High ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อ 959 ราย
17 ก.พ. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการฉีดวัคซีน ซึ่งไทยจะได้รับวัคซีนเชื้อตายจากประเทศจีน (ซิโนแวค) ภายในเดือน ก.พ.
“หากได้วัคซีนเข้ามาตามแผนที่วางไว้ ได้กำหนดการฉีด 10 ล้านโดสต่อเดือน จะเริ่มฉีดตั้งแต่เดือนมิ.ย.เป็นต้น ที่โรงพยาบาลศูนย์ /โรงพยาบาลทั่วไป /โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมทั้งโรงพยาบาลเอกชน/โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลรัฐอื่นๆ ทำให้กระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศครบถ้วนภายในปี 2564″ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว
24 ก.พ. วัคซีนชุดแรกได้ถูกนำส่งมาถึงไทย เป็นวัคซีนของซิโนแว็กชื่อ โคโรนาแว็ก (CoronaVac) จำนวน 200,000 โดส และของแอสตร้าเซเนกา (AZD1222) จำนวน 117,000 โดส รวมทั้งหมด 317,000 โดส ซิโนแว็กล็อตแรกนี้ได้ถูกส่งต่อไปยัง 13 จังหวัด อาทิ จ.สมุทรสาคร, กทม. ฝั่งตะวันตก, จ.ปทุมธานี, อ.แม่สอด จ.ตาก จ. ภูเก็ต, เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และ เชียงใหม่ เป็นต้น
31 มี.ค. 2564 มีผู้ติดเชื้อโควิดทั้งสิ้น 24,626 ราย และเสียชีวิต 34 ราย โดยถือว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการระบาดระลอก 2
21 เม.ย นายอนุทิน กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าให้สธ. จัดหาวัคซีนจากไฟเซอร์ 5-10 ล้านโดส ซึ่งจะพยายามหาวัคซีนให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหนก็ตาม
และเมื่อถึงตอนนี้การออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องวัคซีน ทั้งยี่ห้อ จำนวน จังหวัด การจัดสรร หรือเป้าหมายที่บางคนก็บอก 100 ล้านโดส ฉีดให้ประชาชน 50 ล้านคน ครอบคลุม 70 เปอร์เซ็นต์ ของประชากร
วันต่อมาอาจออกมาพูดว่า ของเดิมที่เคยจองซื้อไว้มี 63 ล้านโดส ต้องจัดซื้อวัคซีนเพิ่มเติมอีก 37 ล้านโดส แบ่งเป็น ภาครัฐ 30 ล้านโดส ภาคเอกชน 7 ล้านโดส ฯลฯ
30 พ.ค. พบผู้ติดเชื้อ รายใหม่ 4,528 คน สะสม 154,307 เสียชีวิต 1,012 คน
ตัวเลขการระบาดจำนวนขนาดนี้ ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเริ่มห่างออกไปไกลมากขึ้นทุกวัน

#จากเบอร์ 1 ของอาเซียนกลายเป็นผู้ขอรับบริจาค
ความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศในสายตาของคนที่ไม่ได้รัก ไม่ได้เกลียดรัฐบาลอย่างผม มองว่าที่ผ่านมารัฐบาลไม่สามารถบริหารการเมือง ล้มเหลวเรื่องการสร้างความปรองดองให้คนในชาติกล่าวคือ อยู่ๆไปรัฐบาลได้กลายมาเป็นฝ่ายตรงข้ามกับประชาชน และแบ่งกลุ่มเสียเอง ไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่มีศักยภาพในการจัดการโรคระบาด
ความไม่เอาไหนในทุกๆด้าน มันทำให้คนมองโลกในแง่ร้ายมีคำถามนะครับ
เมื่อดูงบประมาณที่รัฐบาลนำมหกรรมการระบาดของโควิดมาอ้าง ยังพบอีกว่า ครม. นัดส่งท้ายปี 2563 ยังลงมติเห็นชอบ อนุมัติเงินกู้ด้วยวงเงิน 1.13 หมื่นล้านบาทเพื่อทำ 10 โครงการ รับมือโควิด-19 รอบ 2
เช่น โครงการเตรียมความพร้อมด้าน สาธารณสุขเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจากสถานการณ์การระบาดของโรค โควิด 19 ใช้วงเงิน 419.84 ล้านบาท , แผนเร่งรัดการเข้าถึงวัคซีนโควิด 19 สำหรับประชาชนชาวไทย 1.81 พันล้านบาท
โครงการที่ ครม.อนุมัติเงินให้ระดับร้อยล้านพันล้านบาท ทำเหมือนเป็นของเล่น ซึ่งย้อนแย้งกับพฤติกรรมและหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ
เคยมีการเปิดกองทุนสู้โควิด-19 ของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เริ่มต้นด้วยยอดเงินบริจาค 20 ล้านบาท ทำเรื่องชงไปยังนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขกฎระเบียบบางอย่าง ในการนำเงินบริจาคมาใช้ โดยมีข้ออ้างเพื่อความชอบธรรมว่า “เพื่อช่วยเหลือบุคลลากรทางการแพทย์ และด้านสาธารณสุข”
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่ากระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยวิธีการออก PN อายุเงินกู้ 4 ปี ให้กับสถาบันการเงิน 3 หมื่นล้านบาท
ล่าสุด ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุดในโลก อย่างสหรัฐฯ มอบ 30 ล้านเหรียญ (ราว 930 ล้านบาท) ให้ความช่วยเหลือให้ไทยเพื่อรับมือกับโควิด ในจำนวนนี้เป็นการบริจาคเครื่องช่วยหายใจ แมสก์ ฯลฯ รวม 17.5 ล้านเหรียญ และให้ศูนย์ควบคุมฯ มอบความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 13 ล้านเหรียญ
อย่าโลกสวยคิดว่านี่คือการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากชาติมหาอำนาจผู้มีเมตตากับคนทั้งโลก
อย่าคิดว่าสหรัฐฯ จะช่วยเหลือฟรีๆ เพราะยังมีอาวุธยุโธปกรณ์พังๆ ตกรุ่นไม่มีประเทศไหนใช้แล้ว และเพิ่งซ่อมเสร็จเพื่อรอบังคับให้ไทยจ่ายเงินซื้อขยะเหล่านั้นมาทิ้งในกรม
ยังมีอีกหลายๆ มาตรการทางเศรษฐกิจที่มีเพียงเบ๊เท่านั้น ที่สหรัฐฯชอบข่มขู่
ความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ครั้งนี้ ไม่ต่างอะไรกับการจิกหัวนายกรัฐมนตรีไทยไปรุมประชาทัณฑ์กลางท้องสนามหลวง
ไม่น่าเชื่อว่าจะมาถึงวันที่ไทยไม่สามารถยืดอกคุยกับใครได้เลยสักเรื่อง
(บทความโดย : ธนก บังผล)