Biznews

TTA ของตระกูล ‘มหากิจศิริ’ กำไรสุทธิไตรมาสสอง 367.2 ล้านบาท

TTA โชว์กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 367.2 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2569จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจขนส่งทางเรือชั้นนำในอุตสาหกรรม ซึ่งมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 52% YoY

 TTA ทำกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 367.2 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569 และมี EBITDA เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 จากปี 2568 เป็น 804.9 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจขนส่งทางเรือ ขณะที่ผลประกอบการตามงบการเงินมีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA จำนวน 194.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำสุทธิ 561.9 ล้านบาท โดยหลักมาจากผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ใช่เงินสดจำนวน 564.4 ล้านบาท

  • กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือมีกำไรสุทธิ จำนวน 512.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 52 จากปี 2568 จากอัตราค่าระวางเรือเทียบเท่า (TCE) ที่แข็งแกร่งที่ 18,240 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ซึ่งสูงกว่าอัตราค่าระวางเรือซุปราแมกซ์สุทธิอยู่ร้อยละ 11 ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเดินเรือ (OPEX) อยู่ในระดับต่ำที่ 5,115 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน สะท้อนประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่โดดเด่น โดย OPEX ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมร้อยละ 6
  • กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่งยังคงมีความแข็งแกร่งด้านการดำเนินงาน โดยมีอัตราการใช้ประโยชน์ของกองเรืออยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 95 และรายได้จากงานวิศวกรรมใต้ทะเลเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากปี 2568 ขณะที่มูลค่าสัญญาให้บริการที่รอส่งมอบยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 749.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2/2569
  • กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตรยังคงทำกำไรสุทธิได้อย่างต่อเนื่อง แม้ความต้องการในประเทศจะชะลอตัวลง ขณะที่ปริมาณการส่งออกปุ๋ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ร้อยละ 275 จากปี 2568 และเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เป็น 11.9 พันตัน
  • TTA ยังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีเงินสดภายใต้การบริหาร 8.4 พันล้านบาท อัตราหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.34 เท่า และมีกระแสเงินสดรับสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 1.45 พันล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA มีรายได้ จำนวน 5,598.3 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นของธุรกิจขนส่งทางเรือ ประกอบกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรและ EBITDA ของกลุ่มปรับตัวดีขึ้น ผลประกอบการตามงบการเงินมีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA จำนวน 194.8 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากรายการขาดทุนพิเศษสุทธิที่ไม่ใช่เงินสดส่วนที่เป็นของ TTA จำนวน 561.9 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผลขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลตามราคาตลาดจำนวน 564.4 ล้านบาท ทั้งนี้ รายการดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และ ณ วันสิ้นงวด มูลค่าตลาดรวมของพอร์ตสินทรัพย์ดิจิทัลของ TTA ยังคงสูงกว่ามูลค่าตามบัญชี เมื่อไม่รวมรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ TTA มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติจำนวน 367.2 ล้านบาท นอกจากนี้ ฐานะการเงินของ TTA ยังคงแข็งแกร่ง ด้วยเงินสดภายใต้การบริหาร จำนวน 8.4 พันล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับต่ำที่ 0.34 เท่า ขณะที่กระแสเงินสดสุทธิที่ได้มาจากกิจกรรมการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1,447.1 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากการดำเนินธุรกิจหลัก

นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TTA เปิดเผยว่า “ธุรกิจขนส่งทางเรือของ TTA ยังคงรักษาฟอร์มแกร่งในไตรมาส 2/2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาวะตลาดที่เอื้อต่อธุรกิจ ขณะที่ดัชนีซุปราแมกซ์ (BSI) มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,535 จุด เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 962 จุดในไตรมาสที่ 2/2568 โดยในไตรมาสนี้ อัตราค่าระวางเรือซุปราแมกซ์ทำสถิติสูงสุดที่ 19,681 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน และมีอัตราค่าระวางเรือซุปราแมกซ์เฉลี่ยอยู่ที่ 17,369 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน สำหรับแนวโน้มปี 2570 ตลาดการขนส่งสินค้าแห้งเทกองคาดว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 1.1 ในหน่วยตัน และร้อยละ 1.8 ในหน่วยตัน-ไมล์ ขณะที่คาดการณ์การเติบโตของกองเรือจะอยู่ที่ร้อยละ 4.2 โดยแนวโน้มตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน ซึ่งมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามต่อไป ได้แก่ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของเส้นทางการค้า และปริมาณเรือที่มีอยู่ในตลาด

แม้แนวโน้มตลาดยังมีความไม่แน่นอน ธุรกิจขนส่งทางเรือของ TTA ยังคงรักษาความแข็งแกร่งและความโดดเด่นด้านผลการดำเนินงาน ตอกย้ำศักยภาพในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม ด้วยการครองอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มบริษัทขนส่งสินค้าแห้งเทกองที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จากผลสำรวจผลการดำเนินงานประจำปี 2568 โดยบริษัทที่ปรึกษาอิสระด้านการเดินเรือ Liengaard & Roschmann”

ผลการดำเนินงานของแต่ละกลุ่มธุรกิจ

กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ : โทรีเซน ชิปปิ้ง รายงานรายได้ค่าระวางที่ 2,061.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับปี 2568 และร้อยละ 8 จากไตรมาสที่ 1/2569 โดยทำอัตราค่าระวางเรือเทียบเท่า (TCE) ที่ 18,240 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 48 เมื่อเทียบกับปี 2568 และร้อยละ 29 จากไตรมาสที่ 1/2569 ซึ่งสูงกว่าอัตราค่าระวางเรือซุปราแมกซ์สุทธิ 16,501 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน อยู่ร้อยละ 11 ขณะที่อัตราการใช้ประโยชน์ของกองเรือที่กลุ่มธุรกิจฯ เป็นเจ้าของอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 100 ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเดินเรือ (OPEX) อยู่ที่ 5,115 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ต่ำกว่าเกณฑ์อ้างอิงของอุตสาหกรรมร้อยละ 6 สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง จากอัตราค่าระวางเรือที่ปรับตัวดีขึ้นและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นของธุรกิจขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 53 เมื่อเทียบกับปี 2568 และร้อยละ 37 จากไตรมาสที่ 1/2569 เป็น 737.9 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้นร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับปี 2568 และร้อยละ 22 จากไตรมาสที่ 1/2569 เป็น 652.9 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส โทรีเซน ชิปปิ้ง เป็นเจ้าของเรือ จำนวน 23 ลำ (เรือซุปราแมกซ์ จำนวน 21 ลำ และเรืออัลตราแมกซ์ จำนวน 2 ลำ) มีระวางบรรทุกเฉลี่ยเท่ากับ 56,228 เดทเวทตัน (DWT) และมีอายุเฉลี่ย 17.4 ปี

กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง : บริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด (มหาชน) หรือ เมอร์เมด รายงานรายได้จำนวน 2,014.7 ล้านบาท โดยรายได้จากงานวิศวกรรมใต้ทะเล ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 87 ของรายได้ธุรกิจบริการนอกชายฝั่งยังคงมีทิศทางที่ดี โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปี 2568 จากกิจกรรมของเรือที่กลุ่มธุรกิจฯ เป็นเจ้าของ และโครงการที่ใช้เรือเช่าระยะสั้นเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราการใช้ประโยชน์ของเรือวิศวกรรมใต้ทะเลอยู่ที่ร้อยละ 95 ในไตรมาสที่ 2/2569 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 87 ในไตรมาสที่ 2/2568 สำหรับการดำเนินงานนอกชายฝั่งอื่น ๆ ในภูมิภาค ยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ผลกระทบส่วนใหญ่จำกัดอยู่เพียงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานและการขนส่งในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยสรุป เมอร์เมดฯ รายงาน EBITDA เป็นบวก ที่ 16.5 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA จำนวน 93.8 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มูลค่าสัญญาให้บริการที่รอส่งมอบยังคงแข็งแกร่งที่ 749.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2/2569

กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร : บริษัท พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PMTA มีรายได้อยู่ที่ 760.7 ล้านบาท รายได้จากการขายปุ๋ยลดลงร้อยละ 32 เมื่อเทียบกับปี 2568 ตามปริมาณการขายปุ๋ยที่ลดลงเป็น 33.7 พันตัน โดยหลักมาจากอุปสงค์ภายในประเทศเวียดนามที่อ่อนตัวลง โดยปริมาณขายปุ๋ยในประเทศเวียดนามคิดเป็นร้อยละ 65 ของปริมาณขายปุ๋ยทั้งหมด หรือ 21.8 พันตัน เนื่องจากอุปสงค์ที่อ่อนตัวลง ท่ามกลางราคาขายปุ๋ยที่สูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ในทางกลับกัน ปริมาณส่งออกปุ๋ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 275 เมื่อเทียบกับปี 2568 และร้อยละ 100 จากไตรมาสที่ 1/2569 เป็น 11.9 พันตัน ส่วนใหญ่มาจากปริมาณส่งออกปุ๋ยไปยังประเทศฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้น ส่วนรายได้จากการให้บริการจัดการพื้นที่โรงงานอยู่ที่ 39.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับปี 2568 และร้อยละ 44 จากไตรมาสที่ 1/2569 เนื่องจากกิจกรรมคลังสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยสรุป กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร รายงานผลกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA จำนวน 0.9 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2/2569

กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) : พิซซ่า ฮัท ดำเนินงานภายใต้บริษัทย่อยที่ TTAถือหุ้นอยู่ร้อยละ 70 ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 พิซซ่า ฮัท มีสาขาทั้งหมด 212 สาขาทั่วประเทศ

ทาโก้ เบลล์ เป็นแฟรนไชส์อาหารเม็กซิกันสไตล์ที่มีชื่อเสียงชั้นนำระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ดำเนินงานภายใต้บริษัทย่อยที่ TTA ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 70 ณ 30 มิถุนายน 2569 ทาโก้ เบลล์ มีสาขาทั้งหมด 45 สาขาทั่วประเทศ

กลุ่มการลงทุนอื่น (Investment) มุ่งเน้นธุรกิจการบริหารทรัพยากรน้ำและโลจิสติกส์

บริษัท เอเชีย อินฟราสตรักเชอร์ แมเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AIM ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ TTA ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 92.50 เป็นผู้ออกแบบ ก่อสร้าง และให้บริการครบวงจรทางด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ AIM ยังได้รับสัมปทานในการจำหน่ายน้ำประปาในหลวงพระบาง ประเทศลาว ผ่านบริษัทย่อยที่ AIM ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 100

Related Articles

Back to top button
X