Biznews

ไม่อยากสโตรกต้องอ่าน! ‘หมอเจด’แนะเช็ก 5 ค่าสุขภาพก่อนหลอดเลือดสมองตีบไม่รู้ตัว!

‘หมอเจด’ หรือนายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า.. ไม่อยากสโตรก! เช็ก 5 ค่านี้ให้ดี ก่อนหลอดเลือดสมองตีบไม่รู้ตัว!

Stroke หรือโรคหลอดเลือดสมองน่ากลัวตรงที่ บางคนก่อนเกิดเรื่องยังเดินได้ ทำงานได้ คุยได้ปกติครับ
ไม่มีไฟเตือนขึ้นหน้าผากว่า “อีก 6 เดือนหลอดเลือดสมองจะตีบนะ” หลายอย่างมันค่อย ๆ สะสมเงียบ ๆ โดยเฉพาะความดัน น้ำตาล ไขมัน และภาวะที่ทำให้เลือดแข็งตัวหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ

เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากรอให้แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือหน้าชาก่อนแล้วค่อยเริ่มดูแล ผมอยากให้ย้อนกลับมาดู “ค่าที่เรามีอยู่แล้วในผลตรวจสุขภาพ” ก่อนครับ ไม่ต้องรอให้มีอาการ

ลองเช็ก 5 ค่านี้กันครับ

1️⃣ ความดัน — ตัวนี้ผมให้ความสำคัญมาก เพราะสูงเรื้อรังทำร้ายหลอดเลือดทุกวัน
ถ้าถามว่าปัจจัยไหนเกี่ยวกับ Stroke มาก ผมมองความดันเป็นตัวใหญ่เลยครับ
เพราะความดันสูงทำให้ผนังหลอดเลือดรับแรงกระแทกมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในสมอง หัวใจ และไต
บางคนบอกว่า
“ผมไม่ปวดหัวเลยนะหมอ”
ความดันสูงไม่จำเป็นต้องปวดหัวครับ หลายคนสูงเป็นปีโดยไม่รู้ตัว
ถ้าวัดซ้ำแล้วได้แถว ๆ 140/90 mmHg ขึ้นไปบ่อย ๆ ผมไม่อยากให้ปล่อยครับ ยิ่งถ้ามีเบาหวาน ไตเสื่อม หรือเคยมีโรคหลอดเลือดอยู่แล้ว เป้าหมายความดันอาจต้องเข้มกว่านี้ตามความเสี่ยง
สิ่งที่ควรทำคือวัดที่บ้านให้ถูกวิธี
นั่งพัก 5 นาที
ไม่ไขว่ห้าง
แขนอยู่ระดับหัวใจ
ไม่คุยระหว่างวัด
วัดซ้ำ 2 ครั้งแล้วจดไว้
อย่าดูตัวเลขครั้งเดียวแล้วสรุปครับ
แต่ถ้าความดันขึ้นประมาณ 180/120 mmHg หรือมากกว่า แล้วมีหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ตามัว เจ็บหน้าอก หอบ หรือปวดศีรษะรุนแรง อันนี้ไม่ใช่เรื่องรอดูครับ ต้องประเมินด่วน

2️⃣ LDL — ยิ่งสูงนาน คราบหลอดเลือดยิ่งมีเวลาสะสม
LDL เป็นคอเลสเตอรอลที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคราบในผนังหลอดเลือดครับ
ถ้าสูงอยู่เรื่อย ๆ หลายปี คราบก็มีเวลาค่อย ๆ สะสม
บางคนเห็น LDL 150 แล้วบอกว่า
“ก็ยังไม่ถึง 200”
แต่เรื่องหลอดเลือดไม่ได้รอให้ถึงเลขกลม ๆ ครับ
ความเสี่ยงขึ้นกับว่า
สูงมานานแค่ไหน
มีความดันไหม
มีเบาหวานไหม
สูบบุหรี่ไหม
มีโรคไตหรือไม่
ครอบครัวมีโรคหัวใจหรือ Stroke ก่อนวัยไหม
ถ้า LDL สูง ผมอยากให้เริ่มจากลดไขมันอิ่มตัวที่กินบ่อย เช่น เนื้อติดมัน หนังสัตว์ เนย ชีส กะทิ และอาหารแปรรูปบางชนิด แล้วเพิ่มปลา ถั่ว เต้าหู้ ใยอาหารชนิดละลายน้ำจากข้าวโอ๊ต ถั่ว ผลไม้ทั้งลูก หรือไซเลียมฮัสก์
แต่ถ้า LDL ประมาณ 190 mg/dL ขึ้นไป ผมไม่อยากให้รอคุมอาหารเองเป็นปีครับ เพราะต้องคิดถึงความเสี่ยงจากกรรมพันธุ์ และบางคนควรใช้ยาร่วมด้วย

3️⃣ HbA1c และ FBS — น้ำตาลสูงไม่ได้ทำร้ายแค่ตา ไต แต่หลอดเลือดสมองก็โดนด้วย
บางคนรู้ว่าน้ำตาลสูงเสี่ยงเบาหวาน แต่ไม่ค่อยโยงกับ Stroke ครับ
จริง ๆ แล้วน้ำตาลสูงเรื้อรังทำให้หลอดเลือดเสื่อมง่ายขึ้น และมักไม่ได้มาเดี่ยว ๆ
คนที่น้ำตาลเริ่มสูง มักมีพุง ไตรกลีเซอไรด์สูง ความดันขึ้น และภาวะดื้ออินซูลินตามมาด้วย
ค่าที่ควรรู้คือ
FBS หรือน้ำตาลตอนอดอาหาร
HbA1c หรือน้ำตาลสะสมย้อนหลังประมาณ 2–3 เดือน
โดยทั่วไป FBS ต่ำกว่า 100 mg/dL ถือว่าอยู่ในช่วงปกติ
100–125 mg/dL คือช่วงก่อนเบาหวาน
ตั้งแต่ 126 mg/dL ขึ้นไปเข้าเกณฑ์เบาหวาน แต่ถ้าไม่มีอาการมักต้องยืนยันซ้ำครับ
ส่วน HbA1c
ต่ำกว่า 5.7% โดยทั่วไปถือว่าปกติ
5.7–6.4% อยู่ในช่วงก่อนเบาหวาน
ตั้งแต่ 6.5% ขึ้นไปเข้าเกณฑ์เบาหวาน โดยต้องดูบริบทและการยืนยันตามความเหมาะสม
ถ้าค่าเริ่มขึ้น ผมไม่อยากให้รอจน “เป็นเบาหวานเต็มตัว” แล้วค่อยเริ่ม
ลดน้ำหวาน
ลดแป้งขัดสีที่กินเกิน
เดินหลังอาหาร
ลดรอบเอว
ฝึกกล้ามเนื้อ
พวกนี้ช่วยทั้งน้ำตาลและความเสี่ยงหลอดเลือดไปพร้อมกันครับ

4️⃣ ไตรกลีเซอไรด์ — ถ้าสูงพร้อมพุงและน้ำตาล อย่าดูว่าเป็นแค่ “ไขมันอีกตัว”
ไตรกลีเซอไรด์สูงมักพาเราไปเห็นภาพระบบเผาผลาญได้ดีครับ
ถ้าเจอแบบนี้
ไตรกลีเซอไรด์สูง
HDL ต่ำ
พุงใหญ่
FBS ขึ้น
ไขมันพอกตับ
ผมจะคิดถึงภาวะดื้ออินซูลินและความเสี่ยงเมตาบอลิกมากขึ้น
ไตรกลีเซอไรด์ปกติโดยทั่วไปควรต่ำกว่า 150 mg/dL
ถ้าเริ่มสูง สิ่งที่ผมจะดูไม่ใช่แค่ของมันครับ
แต่จะถามว่า
ดื่มน้ำหวานไหม
แป้งขัดสีเยอะไหม
ดื่มแอลกอฮอล์หรือเปล่า
พุงเพิ่มไหม
น้ำตาลเป็นยังไง
เพราะ TG มักตอบสนองต่อเรื่องพวกนี้มาก
ถ้าสูงมากประมาณ 500 mg/dL ขึ้นไป ต้องจริงจังขึ้นครับ เพราะความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบเพิ่ม
ส่วนเรื่อง Stroke TG ไม่ได้เป็นตัวเดียวที่ใช้ตัดสินความเสี่ยง แต่ถ้ามันสูงร่วมกับพุง น้ำตาล และความดัน ผมจะมองว่า “ภาพรวมหลอดเลือดกำลังไม่ค่อยดีแล้วนะ”

5️⃣ ชีพจรและจังหวะหัวใจ — ตัวเลขนี้หลายคนไม่เคยดู แต่สำคัญกับ Stroke มาก
ข้อนี้คนมักลืมครับ
Stroke ไม่ได้เกิดจากคราบหลอดเลือดอย่างเดียว
บางคนเกิดจาก ลิ่มเลือดที่มาจากหัวใจ
ตัวสำคัญคือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหนึ่งที่เรียกว่า หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation: AF)
เวลาหัวใจห้องบนบีบตัวไม่ดี เลือดสามารถค้างและเกิดลิ่มเลือดได้
ถ้าลิ่มหลุดขึ้นไปอุดหลอดเลือดสมอง ก็เกิด Stroke ได้ครับ
ปัญหาคือบางคนไม่ได้ใจสั่นแรง
แค่รู้สึก
เหนื่อยง่าย
ใจเต้นไม่สม่ำเสมอ
วูบ
มึน
หรือบางคนไม่มีอาการเลย
เวลาวัดความดันที่บ้าน ลองดูชีพจรด้วยครับ
ถ้าเครื่องขึ้นเตือนจังหวะหัวใจผิดปกติบ่อย ๆ หรือจับชีพจรแล้วรู้สึกเต้นไม่เป็นจังหวะ อย่าเพิ่งสรุปเองว่าเป็น AF แต่ควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ ECG เพื่อยืนยัน
เพราะถ้าเป็น AF จริง การป้องกัน Stroke อาจไม่ใช่แค่คุมอาหารครับ บางคนต้องใช้ยาป้องกันลิ่มเลือดตามระดับความเสี่ยงด้วย

แล้ว 5 ค่านี้ ต้องสวยทุกตัวถึงจะไม่ Stroke ไหม?
ไม่เสมอไปครับ ความเสี่ยง Stroke ไม่ได้คิดจากเลขตัวเดียว และไม่มีใครรับประกันได้ว่า “ค่าปกติหมดแล้วจะไม่เป็นแน่นอน”
เราต้องดูร่วมกับ
อายุ
สูบบุหรี่ไหม
น้ำหนักและรอบเอว
โรคไต
ประวัติหัวใจ
ประวัติครอบครัว
การออกกำลังกาย
และยาที่ใช้อยู่
บางคน LDL ไม่สูงมาก แต่ความดันสูง สูบบุหรี่ และเป็น AF ความเสี่ยงก็สูงได้
บางคนอายุยังน้อย แต่ LDL สูงมากจากพันธุกรรม ก็ต้องจริงจังอีกแบบครับ

ถ้าอยากลดความเสี่ยง Stroke ผมอยากให้เริ่มแบบนี้
• วัดความดันที่บ้านและจดแนวโน้ม
• ตรวจ LDL, HDL และไตรกลีเซอไรด์ตามความเสี่ยง
• เช็ก FBS และ HbA1c โดยเฉพาะถ้าพุงมา น้ำหนักเกิน หรือมีประวัติครอบครัวเบาหวาน
• ลดน้ำหวาน ลดของทอดและไขมันอิ่มตัวที่กินบ่อย
• เพิ่มผัก ถั่ว ปลา และใยอาหาร
• เดินเร็วหรือทำแอโรบิกประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์
• ฝึกกล้ามเนื้อประมาณ 2–3 วันต่อสัปดาห์
• เลิกบุหรี่
• ถ้าชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอหรือมีใจสั่นผิดปกติ ให้ตรวจครับ
และจำอาการ Stroke ไว้ด้วย ถ้ามีอาการ
หน้าเบี้ยว
แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว
พูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้
ตามัวกะทันหัน
เสียการทรงตัวหรือปวดศีรษะรุนแรงแบบผิดปกติ
ถ้าเกิดขึ้นกะทันหัน อย่ามัวแต่รอดูว่าเดี๋ยวจะดีขึ้นไหมนะครับ เพราะเวลาในการรักษาสำคัญมาก

ถ้าไม่อยาก Stroke ผมไม่อยากให้รอจนมีอาการก่อนครับ
ลองย้อนดู 5 เรื่องนี้ให้ดี
ความดัน
LDL
FBS/HbA1c
ไตรกลีเซอไรด์
และจังหวะหัวใจ
แต่ละตัวไม่ได้อยู่โดด ๆ ครับ
ความดันสูงทำร้ายผนังหลอดเลือด
LDL ช่วยให้เกิดเป็นคราบสะสม
น้ำตาลกับ TG สะท้อนปัญหาระบบเผาผลาญ
ส่วนหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดสร้างลิ่มเลือดที่ขึ้นไปอุดสมองได้
Stroke หลายครั้งเกิดขึ้นกะทันหัน
แต่ความเสี่ยงของมันมักสะสมมาก่อนหลายปีครับ  ยิ่งเราเห็นตัวเลขเร็ว และแก้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ โอกาสป้องกันเหตุการณ์ใหญ่ก็ยิ่งมากขึ้น

Related Articles

Back to top button
X