Biznews

นักวิชาการชี้ ‘ธารน้ำแข็งที่หิมาลัยละลายอย่างรวดเร็ว’..อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

ดร.สนธิ คชวัฒน์ เป็นนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย และดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิจาก ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความระบุว่า 
ธารน้ำแข็งที่หิมาลัย ละลายอย่างรวด เร็ว..อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
1. สาเหตุที่ธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายอย่างรวดเร็ว
-ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global Warming): อุณหภูมิบนเทือกเขาหิมาลัยสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 0.2 องศาเซลเซียส ต่อทศวรรษ ทำให้น้ำแข็งละลายจากด้านบนและซึมลึกเข้าไปตามรอยแยก ก่อให้เกิดโครง สร้างน้ำแข็งที่ไม่มั่นคง
-การทับถมของคาร์บอนดำ (Black Carbon) เขม่าดำจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและมลพิษในท้องถิ่นลอยไปตกสะสมบนหิมะ ทำให้หิมะมีสีคล้ำขึ้น ดึงดูดความร้อนจากแสงอาทิตย์และเร่งให้ละลายเร็วขึ้นถึง 1 ใน 3 ของอัตราการละลายทั้งหมด
-การเปลี่ยนรูปแบบของมรสุม รูปแบบฝนและหิมะเปลี่ยนไป จากเดิมที่ควรเป็นหิมะตกลงมาช่วยเติมเต็มมวลน้ำแข็งกลับกลายเป็นฝนตกลงมาแทน ซึ่งน้ำฝนมีความร้อนที่เข้าไปช่วเร่งการละ ลายของน้ำแข็งเดิม
-การยกตัวของเปลือกโลก (Tectonic Activity) เทือกเขาหิมาลัยยังคงถูกดันให้สูงขึ้นเรื่อย ๆทำให้ธารน้ำแข็งมีความลาดชันและเสี่ยงต่อการพังทลายตามแรงโน้มถ่วงได้ง่ายขึ้น

 

2.แนวโน้มในอนาคต
– นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าหากอุณ หภูมิโลกยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยอาจ สูญเสียปริมาตรน้ำแข็งไปมากถึง75% ถึง 80% ภายในปี ค.ศ. 2100 ซึ่งหลังจากผ่านพ้นช่วงปี 2050 ไปแล้วพื้นที่ปลายน้ำจะเริ่มเปลี่ยนจากปัญหาน้ำท่วมรุนแรงกลายเป็นภัยแล้งขั้นวิกฤตแทนเนื่องจากธนา คารน้ำแข็งตามธรรมชาติได้ละลายหมดไป
– ช่วงเวลาวิกฤต (Peak Water จากรายงานล่าสุดระบุว่า ลุ่มน้ำส่วนใหญ่ในเทือกเขาหิมาลัยจะเผชิญกับช่วงการพังทลายและจะมีปริมาณน้ำสูงสุดรอบศตวรรษในช่วงกลางศตวรรษนี้ (ประ มาณปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593)…
จากรายงานของ BBC News และ The Daily Star (2026) คาดการณ์ว่าลุ่มน้ำส่วนใหญ่ในเทือกเขาฮินดูกูชและหิมา ลัยจะเผชิญกับภาวะ Peak Water ในช่วงเวลา ค.ศ. 2040 – 2050ซึ่งจะเป็นช่วงที่อันตรายที่สุดเพราะอาจจะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และทะเลสาบธารน้ำแข็งแตกบ่อยครั้งที่สุด อัตราการสูญเสียธารน้ำแข็งอาจพุ่งสูงถึง 2,000 – 4,000 แห่งต่อปี
3.ผลกระทบต่อภูมิภาคอาเซียน
แม่น้ำโขงและแม่น้ำสายหลักในจีน/เมียนมาต้นน้ำของแม่น้ำโขง (Lan cang River)และแม่น้ำอิรวดีมีจุดกำเนิดมาจากแถบที่ราบสูงทิเบตและหิมาลัย
-ระยะสั้น (Short-term) ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติและควบคุมได้ยาก เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมหลากในประเทศแถบลุ่มน้ำโขง เช่น เมียนมา สปป.ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม
มวลน้ำมหาศาลจากการละลายของธารน้ำแข็งหิมาลัยและขั้วโลกไหลลงสู่มหาสมุทร ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อเมืองหลวงและเมืองท่าชายฝั่งที่ประชากรหนาแน่นในอาเซียน เช่น กรุงเทพฯ, จาการ์ตา, และโฮจิมินห์ซิตี้ เสี่ยงต่อการจมน้ำในอนา คต
-ระยะยาว (Long-term) เมื่อธารน้ำแข็งละลายหมดไป จนผ่านจุดที่เรียกว่า “Peak Water”(ปริมาณน้ำละลายสูงสุดก่อนที่จะลดลงเรื่อย ๆ) ปริมาณน้ำต้น ทุนในหน้าแล้งจะลดลงอย่างมหาศาล ส่งผลให้แม่น้ำโขงแห้งขอด วิกฤตภัยแล้งจะรุนแรงขึ้น
พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียด นามและกัมพูชา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวและทำประมงที่สำคัญของอาเซียน จะขาดแคลนน้ำจืดในการเพาะปลูก อีกทั้งการลดลงของตะกอนดินที่มีแร่ธาตุอา หาร (ซึ่งมักถูกพัดพามาจากต้นน้ำหิมา ลัย) จะทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง
สปป.ลาว และหลายประเทศในลุ่มน้ำโขงพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนพลังน้ำ (Hydropower) เป็นหลัก การไหลของน้ำที่แปรปรวนและคาดเดาไม่ได้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการส่งออกพลังงานในภูมิภาค
เมื่อระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำเค็มจะรุกล้ำเข้าสู่แหล่งน้ำจืดและพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของอาเซียน ส่งผลให้ดินเค็มอาจไม่สามารถปลูกข้าวหรือทำเกษตรกรรมได้ดีเท่าเดิม กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรของภูมิภาคโดยตรง

Related Articles

Back to top button
X