Biznews

ไม่อยากฟอกไตเร็ว! หยุดทำ 5 อย่างนี้ หลังตื่นนอน

‘หมอเจด’ หรือนายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า..
เช้านี้ก่อนลุกไปทำงาน ผมอยากให้ลองดูชีวิตตัวเองสักหน่อยครับ
ตื่นมาเช้านี้แต่ละคนทำอะไรก่อน? ลองคอมเมนต์บอกกันมาได้ครับ
เช้าของบางคนอาจหยิบกาแฟหวานก่อน
กินข้าวกับของเค็มจัด
ปวดหัวก็หยิบยาแก้ปวดทันที
หรือรีบออกจากบ้านจนลืมกินยาความดันอีกแล้ว
เรื่องพวกนี้ดูเล็กครับ เพราะทำแล้ววันนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าไตมีอะไร
แต่ไตเป็นอวัยวะที่เราใช้ทุกวัน และคนที่มีเบาหวาน ความดัน ไตเสื่อม หรือมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะอยู่แล้ว พฤติกรรมที่ทำซ้ำ ๆ อาจช่วยเร่งให้ไตเสียเร็วขึ้นได้
สิ่งที่พาไปถึงไตวายมักเป็นเรื่องที่สะสมเป็นปี
เพราะฉะนั้นเช้านี้ ลองหยุด 5 อย่างนี้ก่อนครับ
1️⃣ ตื่นมาแล้วปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำต่อ ทั้งที่เมื่อคืนไม่ได้ดื่มมาหลายชั่วโมง
ตอนเรานอน ร่างกายยังเสียทางน้ำหายใจ เหงื่อ และปัสสาวะอยู่ครับ
พอตื่นเช้ามา ถ้ายังไม่ดื่มอะไรเลย รีบออกจากบ้าน ทำงานกลางแดด หรือซัดกาแฟหลายแก้วแทนน้ำทั้งเช้า คนที่ดื่มน้ำน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งมีโอกาสขาดน้ำ
เมื่อร่างกายขาดน้ำ เลือดไปเลี้ยงไตอาจลดลงได้ โดยเฉพาะคนที่มีไตเสื่อม กินยาขับปัสสาวะ มีอาการท้องเสีย หรืออากาศร้อนมาก
เช้านี้เริ่มง่าย ๆ ครับ
หลังตื่น ดื่มน้ำตามความกระหายและให้เพียงพอกับร่างกาย ไม่ต้องบังคับตัวเองกินทีเดียวเป็นลิตร
เป้าหมายไม่ใช่ “ยิ่งดื่มเยอะ ไตยิ่งดี”
เพราะคนที่มีหัวใจล้มเหลว ไตเสื่อมระยะมาก หรือแพทย์จำกัดน้ำ ต้องใช้ปริมาณตามแผนเฉพาะของตัวเองครับ
2️⃣ อย่าเริ่มวันด้วยอาหารเค็มจัด แล้วหวังว่าความดันจะนิ่ง
ข้าวต้มกับไข่เค็ม
โจ๊กเติมซีอิ๊วอีกหลายรอบ
ไส้กรอก แฮม หมูยอ
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตอนเช้า
กินครั้งเดียวไม่ได้ทำให้ไตพังครับ
แต่ถ้าอาหารเช้าแบบนี้อยู่กับเราทุกวัน โซเดียมที่สูงจะช่วยดันความดันขึ้น และทำให้ร่างกายเก็บน้ำมากขึ้น
สำหรับคนที่มีไตเสื่อมอยู่แล้ว ความดันสูงคือหนึ่งในตัวเร่งสำคัญของการเสื่อมของไต
ผมอยากให้ลดตรง “เครื่องปรุงที่มองไม่ค่อยเห็น” ด้วยครับ
น้ำปลา
ซีอิ๊ว
ซอสปรุงรส
น้ำจิ้ม
ผงปรุงรส
ไม่ใช่แค่เลิกกินเค็มที่ลิ้นรู้สึกชัด ๆ
เช้านี้ลองชิมก่อนปรุง และลดอาหารแปรรูปลงหนึ่งอย่าง
ทำซ้ำทุกวัน มีค่ากว่ากินคลีนเฉพาะวันที่จะไปตรวจเลือดครับ
3️⃣ ปวดหัว ปวดหลัง ปวดเข่า แล้วหยิบยาแก้ปวดกินเองทุกเช้า
ข้อนี้ผมอยากให้คนอายุเยอะหรือมีไตเสื่อมระวังมากครับ
ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen, diclofenac, naproxen และยาในกลุ่มเดียวกัน สามารถทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงไตลดลงได้
ยิ่งถ้าเช้านั้นเราขาดน้ำ
กินยาขับปัสสาวะอยู่
มีไตเสื่อมอยู่แล้ว
หรือกินยาบางกลุ่มสำหรับความดันร่วมด้วย
ความเสี่ยงไตวายเฉียบพลันก็ยิ่งสูงขึ้น
ปัญหาคือยาเหล่านี้หาซื้อง่ายครับ
ปวดก็หยิบ
ดีขึ้นก็หยุด
อีกสองวันปวดก็หยิบใหม่
ทำไปเรื่อย ๆ จนไม่รู้ว่ากินเดือนละกี่เม็ด
ถ้าต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยจนแทบเป็นกิจวัตรตอนเช้า ผมอยากให้หาสาเหตุของอาการปวดและคุยเรื่องยาที่เหมาะกับไตครับ
ยาแก้ปวดไม่ใช่ยาที่ไตควรรับแบบไม่จำกัด
4️⃣อย่าลืมกินยาความดันหรือยาเบาหวาน เพราะ “เช้านี้รู้สึกปกติดี”
โรคที่ทำร้ายไตหนัก ๆ หลายโรคมันเงียบครับ
ความดันสูง เราอาจไม่ปวดหัว
น้ำตาลสูง เราอาจไม่รู้สึกอะไร
โปรตีนรั่วในปัสสาวะก็อาจไม่มีอาการ
เช้านี้รู้สึกดี จึงไม่ได้แปลว่าตัวเลขข้างในดี
ถ้าแพทย์ให้ยาความดันหรือยาเบาหวานมา แล้วเรากินบ้างลืมบ้าง ความดันกับน้ำตาลก็มีโอกาสแกว่ง และไตก็รับผลสะสมตามไปด้วย
ยาบางกลุ่มยังมีประโยชน์เรื่องชะลอไตเสื่อมในคนที่เหมาะสม เช่น ยาที่ช่วยลดโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือยาบางชนิดที่ช่วยลดความเสี่ยงไตและหัวใจ
เพราะฉะนั้นอย่าปรับยาเองจากความรู้สึกของเช้าวันนั้นครับ
ถ้ากินแล้วเวียนหัว ความดันต่ำ น้ำตาลต่ำ หรือมีผลข้างเคียง ให้คุยกับแพทย์เพื่อปรับยา
ไม่ใช่หยุดเองแล้วรอจนไตแย่ค่อยกลับมากินใหม่
5️⃣อย่าเริ่มเช้าด้วยหวานจัดทุกวัน โดยเฉพาะถ้ามีน้ำตาลสูงอยู่แล้ว
กาแฟเย็นหนึ่งแก้ว
ชาไทยหนึ่งแก้ว
นมข้นหวาน
ขนมปังไส้หวาน
กินเสร็จก็รู้สึกว่า
“ก็แค่มื้อเช้าเอง”
แต่ถ้าทำทุกวัน น้ำตาลสะสมก็มีโอกาสขึ้น น้ำหนักเพิ่ม ดื้ออินซูลินมากขึ้น และถ้าเบาหวานคุมไม่ดี เส้นเลือดเล็ก ๆ ในไตก็ค่อย ๆ เสียหายได้ครับ
นี่คือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเป็นโรคไตเรื้อรังในระยะยาว
ผมไม่อยากให้เริ่มจากงดทุกอย่างจนทำไม่ได้
ลองลดระดับความหวานจากปกติ → หวานน้อย → 25% → ไม่หวาน
มื้อเช้าเพิ่มโปรตีน เช่น ไข่ ปลา เต้าหู้ หรือเนื้อไม่ติดมัน และอย่าปล่อยให้มีแต่แป้งกับน้ำหวาน
คุมน้ำตาลดี ไม่ได้ช่วยแค่เบาหวานครับ ไตก็ได้ประโยชน์ด้วย
แล้วถ้าอยากรู้ว่าไตตัวเองกำลังเสื่อมหรือยัง อย่าดูแค่ “ฉี่ยังปกติ”
นี่เป็นเรื่องที่ผมอยากฝากมากครับ
ไตเสื่อมระยะแรกหลายคนยังปัสสาวะได้ตามปกติ
ไม่ได้บวม
ไม่ได้เหนื่อย
ไม่ได้ปวดเอว
แต่ค่าไตอาจเริ่มลด หรือมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะแล้ว
ถ้ามีเบาหวาน ความดัน อายุเพิ่ม มีโรคหัวใจ หรือมีประวัติโรคไตในครอบครัว ควรติดตามอย่างน้อยสองอย่างสำคัญคือ
• eGFR ดูความสามารถในการกรองของไต
• Urine ACR ดูว่ามีอัลบูมินหรือโปรตีนรั่วในปัสสาวะหรือไม่
การเห็นแนวโน้มสองค่านี้เร็ว มีประโยชน์กว่ารอจนมีอาการครับ
ส่วนเช้านี้ลองเปลี่ยน 5 อย่างนี้แทน
• ดื่มน้ำให้เหมาะกับร่างกาย ไม่ปล่อยให้ขาดน้ำ
• ลดเค็มตั้งแต่มื้อแรกของวัน
• อย่ากินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นกิจวัตรเอง
• กินยาความดันและเบาหวานตามแผนที่แพทย์วางไว้
• ลดเครื่องดื่มหวานและจัดมื้อเช้าให้มีโปรตีนกับผักมากขึ้น
ฟังดูธรรมดามากครับ
แต่โรคไตเรื้อรังเองก็ไม่ได้เกิดจาก “เช้าวันเดียว”
มันมักเกิดจากเรื่องธรรมดาที่ทำซ้ำไปอีกหลายพันเช้าเหมือนกัน
ถ้าไม่อยากไปถึงวันที่ต้องฟอกไต สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การหาอาหารวิเศษมาล้างไตครับ
แต่คือรักษาไตที่เรายังมีอยู่ให้เสื่อมช้าที่สุด
คุมความดัน
คุมน้ำตาล
ลดเค็ม
ระวังยา
ไม่ปล่อยให้ขาดน้ำ
และตรวจค่าไตกับโปรตีนรั่วตามความเสี่ยง
เช้านี้ไม่ต้องเปลี่ยนชีวิตทั้งหมดครับแค่เลือกหยุดหนึ่งพฤติกรรมที่ทำร้ายไตซ้ำ ๆ ให้ได้ก่อน
เพราะไตไม่ได้ขอให้เราดูแลมันแค่วันที่ค่าไตตก มันต้องการให้เราดูแลตั้งแต่วันที่เรายังรู้สึกปกติดีอยู่ครับ

Related Articles

Back to top button
X