ส่องตลาดจีน ใหญ่ แต่ไม่หมู (ตอนที่ 2 )
ยุคทองของความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ
โดย ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการหอการค้าไทยในจีน
ราว 20 ปีหลังจากนั้น จีนก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งนับเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีประเทศใดในโลกทำได้มาก่อน จีนได้ย่นย่อ 100 ปีของการพัฒนาที่นักวิชาการตะวันตกประเมินไว้ให้เหลือเพียง 30 ปี จนในปี 2553 จีนมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศแซงหน้าญี่ปุ่นก้าวขึ้นเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงสหรัฐฯ
ในปี 2559 เศรษฐกิจจีนมีมูลค่าแตะหลัก 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก คิดเป็นเกือบร้อยละ 15 ของจีดีพีโดยรวมของโลก ซึ่งนับว่าใหญ่ที่สุดในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา และมากกว่าของอาเซียน 10 ประเทศรวมกันถึงราว 2 เท่า
ความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนยังทำให้ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมืองมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นถึงกว่า 70 เท่า และทำให้คนในชนบทจำนวนถึง 300 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน ทำเอาองค์การสหประชาชาติ หรือ “ยูเอ็น” พลอยมีผลงานที่โดดเด่นไปด้วย
การลงทุนของต่างชาติในจีนมาพร้อมกับเงินทุน การจ้างงาน เทคโนโลยี ระบบการบริหารจัดการ และเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ ส่งผลให้ภาคการผลิตของจีนเติบใหญ่และพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จีนได้กลายเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่สุดของโลก จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “โรงงานของโลก” กล่าวคือ จีนเป็นแหล่งผลิตอันดับ 1 ในกว่าครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรมหลักของโลก มีบทบาทสำคัญในอีกหลายอุตสาหกรรมและระดับคุณภาพ โดยประเมินว่าจีนมีสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตของโลกในปัจจุบัน

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ก็เติบโตในอัตราที่สูงมากกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของการค้าโลกถึง 2 เท่าตัว จากราว 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2521 เป็นถึงกว่า 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา และกลายเป็นแชมป์ “ชาติการค้า” ในปัจจุบัน โดยจีนได้เปรียบการค้าต่อเนื่องกันถึง 23 ปี คิดเป็นมูลค่าการเกินดุลการค้ารวมกันกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และแม้ว่าการส่งออกของจีนจะชะลอตัวในปีที่ผ่านมา ก็ยังคาดว่าจีนจะเกินดุลการค้าอีกต่อไปในปีนี้
อีกหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่นำไปสู่การเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจของจีนดังกล่าวได้แก่ การลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ในช่วงที่ผ่านมา จีนยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก และชัดเจนมากขึ้นหลังเหตุการณ์ 11 กันยา โดยมีมูลค่าการลงทุนฯ สะสมราว 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปีในปัจจุบัน
ในทางกลับกัน เราก็สังเกตเห็นการขยายตัวของการลงทุนของจีนในต่างประเทศ (Outbound Direct Investment: ODI) ตาม “นโยบายบุกโลก” (Go Global Policy) ของรัฐบาลจีน โดยระยะแรก กิจการที่ออกไปลงทุนฯ ส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจที่มุ่งเน้นการเอาประโยชน์จากแร่ธรรมชาติและพลังงาน อย่างไรก็ดี การลงทุนฯ เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และมีลักษณะที่กระจายตัวมากขึ้น ทั้งในเชิงประเภทธุรกิจและภูมิศาสตร์

ท่ามกลางเศรษฐกิจและการออกไปลงทุนในต่างประเทศของประเทศพัฒนาแล้วมีกำลังที่อ่อนลง จีนกลับกลายเป็นประเทศ “ดาวรุ่ง” ที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ ผมเองก็นึกฉงนเช่นกันเมื่อพบว่า หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า นักวิชาการจีนเคยประเมินไว้เมื่อราว 5 ปีก่อนว่า ODI จะแซง FDI ในอนาคตอันใกล้ ผลปรากฏว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงเมื่อสองปีก่อน และในปี 2559 ODI ของจีนทะลุหลัก 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนั่นเท่ากับว่า จีนกำลังรุกเพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจของตนเองในเวทีโลก ทำให้หลายประเทศเริ่มกังวลใจ จนในระยะหลังเริ่มมีกระแสข่าวการชะลอนโยบาย “บุกโลก” (Go Global Policy) ของจีนกระเซ็นกระสายออกมา
นอกเหนือจากตลาดผู้บริโภค 1,500 ล้านคน จีนยังมีตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกนับร้อยล้านคน และตั้งเป้าที่จะลดการขาดดุลด้านการท่องเที่ยว ทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ โดยเดินหน้าพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ และเสริมด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นใหม่ โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นรัฐบาลจีนลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนอนุมัติโครงการลงทุนที่เกี่ยวข้องมากมาย

เช่น เมื่อกลางปี 2559 ก็เปิดดีสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้ ขณะที่โครงการ “วินเทอร์แลนด์” (Winter Land) ก็ตอกเสาเข็มเมื่อราวหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งจะใช้เวลาก่อสร้างราว 3 ปี และหลังจากนั้น จะใช้เป็นสถานที่เก็บตัวนักกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวของจีนที่จะไปแข่งกันที่กรุงปักกิ่งในปี 2565 (ค.ศ. 2022) ซึ่งจะทำให้ปักกิ่งเป็นเมืองแรกในโลกที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันทั้งกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนและฤดูหนาวในเมืองเดียวกัน