Columnist

มอง 2 มุม ‘เห็นด้วย-เห็นต่าง’ ประเด็นเครื่องแบบนักเรียน

มอง มุม เห็นด้วย-เห็นต่าง

ประเด็นเครื่องแบบนักเรียน

‘ธนก บังผล’

   ชุดนักเรียนถือเป็นเครื่องแบบประเภทหนึ่งนะครับ เป็นเครื่องแบบที่นอกจากจะได้ส่วนลดในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ตั๋วโรงภาพยนตร์ในบางโอกาส คือมีสิทธิพิเศษในการเป็นเด็กนักเรียนแล้ว ตามหลักสากลยังมีสิทธิคุ้มครองและการรับบริการด้านความปลอดภัยอีกมากมาย

              เหนือสิ่งอื่นใดคือความน่ารักน่าเอ็นดูที่ผู้ใหญ่มีให้ ไม่ว่าจะซื้อกับข้าวกับปลา อาหารการกิน  การเดินข้ามถนน เพราะฉะนั้นโรงเรียนจึงเป็นสถานที่หนึ่งซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขมีข้อห้ามมากมาย ตั้งแต่ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ

              เพราะฉะนั้นการลุกขึ้นมาต่อต้านการแต่งเครื่องแบบนักเรียนจึงมีผู้ใหญ่หลายคนไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะรที่เด็กชั้นมัธยมต้น-ปลาย ออกมารณรงค์ไม่แต่งเครื่องแบบนักเรียนในวันนี้ (1ธันวาคม2563)

              ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

      แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง ค่าเครื่องแบบชุดนักเรียนก็มีราคาแพงเหลือเกินในยุคที่ทุกครอบครัวต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย มีการสำรวจราคาเครื่องแบบนักเรียนพบว่าตกแล้ว 600-1,500 บาท/ชุด นอกจากนี้ นักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนักเรียนมากถึง 3.4 ล้านคน ขาดแคลนชุดนักเรียน

              นี่ยังไม่นับชุดลูกเสือ ชุดพละ ที่เป็นภาระของผู้ปกครองจริงๆ

              มีรายงาน “โครงสร้างค่าใช้จ่ายในการศึกษาของครัวเรือนไทย” ของสภาพัฒน์ ระบุว่า ครัวเรือนไทย 10% ที่ยากจนที่สุด มีภาระค่าเครื่องแบบนักเรียน คิดเป็น 14.6% ของค่าใช้จ่ายทางการศึกษาทั้งหมด ในขณะที่ครัวเรือนไทยที่รวยที่สุด 10% มีภาระในส่วนนี้เพียง 4.3% นั่นหมายความว่า ยิ่งฐานะยากจนยิ่งมีภาระค่าเครื่องแบบนักเรียนสูง

ชุดลูกเสือ ราคาแรงสุด 840-1,525 บาท/ชุด

จากการรวบรวมค่าใช้จ่ายเครื่องแบบนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษา โดยเพจ miinara_ พบว่า ชุดนักเรียนหญิง ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ราคาตกอยู่ประมาณ 634-1,405 บาท ชุดนักเรียนชาย ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย 934-1,495 บาท ชุดพละชายและหญิง 600-1,050 บาท ชุดเนตรนารีและเครื่องแบบที่กำหนดตามกฎกระทรวง 625-1,125 บาท ชุดลูกเสือและเครื่องแบบที่กำหนดตามกฎกระทรวง 840-1,525 บาท

โอเค…อาจจะเป็นราคาที่สูง เนื้อผ้าดี แต่ราคาที่ต่ำกว่านี้ก็ไม่ถูกกว่ากันสักเท่าไร

โรงเรียนอมาตยกุล เป็นโรงเรียนหนึ่งซึ่งมีนโยบายให้นักเรียนแต่งชุดไปรเวทมาเรียน เพื่อให้นักเรียนรู้สึกว่าการมาศึกษาเล่าเรียนไม่ใช่เรื่องพิธีรีตอง ไม่ต้องเข้มงวด ซึ่งทางผู้ปกครองก็เห็นด้วยนะครับ

นั่นหมายความว่า ไม่ใช่จะเป็นกันทุกที่ที่โรงเรียนบังคับ และไม่จำเป็นเลยหากจุดประสงค์ของการศึกษาเล่าเรียนคือการทำให้เด็กมีความรู้ มากกว่าการจะมาเข้มงวดกับชุดเครื่องแบบที่ทำให้นักเรียนบางคนรู้สึก “เหลื่อมล้ำ”  เมื่อพ่อแม่ไม่มีเงินทุนในการจัดหาชุดใหม่ที่เสื้อขาวสะอาด

บางคนอาจบอกว่าก็ใส่ๆกันไปเผื่อโต เย็บเลาะปะชุนกันไปเมื่อความสูงเพิ่มขึ้น

แต่เนื้อผ้า สีผ้า มันก็บ่งบอกได้อยู่ดีว่าเก่า ถูกใช้งานมาอย่างโชกโชนเพราะเป็นสีขาว

คามเห็นส่วนตัวของผมจึงออกมากลางๆ ครับ คือ อยากให้ทางโรงเรียนได้ลองพิจารณาหาสัก 1 วันต่อสัปดาห์ ที่จะทดลองให้นักเรียนได้ใส่ชุดไปรเวทไปเรียน

เพราะนั่นหมายความว่า นอกจากชุดพละกับชุดลูกเสือแล้ว เด็กๆจะใส่ชุดนักเรียนเพียง วันต่อสัปดาห์ ซึ่งในระยะยาวอาจจะดี โดยเฉพาะ ม.ปลายที่ไม่ต้องใส่ลูกเสือก็ยังสามารถใช้ช่วงเวลา ปีสุดท้ายในการเป็นนักเรียนได้โดยที่เสื้อผ้าไม่เก่ามากนัก และยังส่งต่อให้กับน้องๆในครอบครัวได้อีก

เราขวางกระแสคนรุ่นใหม่ได้ยาก แต่เราสามารถตั้งเงื่อนไขในให้นักเรียนได้ผ่อนคลายความตึงเครียดประเด็นนี้ไปด้วย

กล่าวคือ เมื่อจุดประสงค์ของโรงเรียนต้องการให้นักเรียนตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้ดีที่สุด ก็ลองมาดูว่าการให้ใส่ชุดไปรเวทใน 1 วันต่อสัปดาห์นั้นทำให้ผลการเรียนโดยรวมของนักเรียนเป็นอย่างไร

ถ้าดีก็อาจขยายให้ 1 เดือนแต่งชุดไปรเวทได้ 6 วัน แต่ถ้าแย่ลงก็กลับมาใส่ชุดนักเรียนเหมือนเดิม เป็นเงื่อนไขที่ตั้งให้กับนักเรียนไปเลย

โดยส่วนตัวผมแล้วในอดีตทางโรงเรียนที่ผมเรียนมาก็ใช้วิธีนี้ นั่นหมายความว่าเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้วก็มีการพูดถึงเรื่องการไม่แต่งชุดนักเรียนมาแล้ว เรื่องนี้ไม่ช่าเรื่องใหม่ครับ

เพียงแต่มันถูกนำมาพูดในวงของม็อบที่หลายคนมองว่าชักเริ่ม “ก้าวร้าว” มากกว่าที่คุยด้วยได้

ตราบใดที่ในโรงเรียนผู้ที่มีบทบาทอำนาจในการกำหนดแนวทางยังคงเป็น “ผู้อำนวยการ” บางเรื่องคุยกันได้

และเชื่อเถอะครับว่าอำนาจท้ายที่สุดต่อให้นักเรียนแต่งไปรเวทกันหมด แต่กระทรวงศึกษาเองต่างหากที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย

การนำเรื่อง “ไม่แต่งชุดเครื่องแบบนักเรียน” จึงเป็นเพียงสาส์นท้าทายรัฐมนตรีเท่านั้น หาใช่เรื่องใหญ่อย่างไร  ซึ่งบังเอิญว่ารัฐมนตรีท่านนี้ก็หลงเป็นเหยื่ออยู่บ่อยครั้งเสียอีกเท่านั้นเอง   

 

Related Articles

Back to top button