Columnist

ปัญหาโลกแตก แท็กซี่ไม่รับผู้โดยสาร

ปัญหาโลกแตก
แท็กซี่ไม่รับผู้โดยสาร

โดย..ธนก บังผล

ชีวิตหนึ่งของคนกรุงที่ต้องเผชิญคือการได้ใช้บริการรถยนต์สาธารณะ หรือ แท็กซี่ ช่วงนี้เรื่องราวอันพิลึกพิลั่นของโชเฟอร์ถูกขุดคุ้ยออกมาให้เราๆท่านๆที่ต้องทนก้มหน้ารับกรรมได้สยองผ่านสื่อกันหลากหลาย

พีคสุดชั่วโมงนี้หนีไม่พ้น แท็กซี่ป้ามหาภัย ทราบชื่อคือ นางผุสดี อัญชัญภาติ ซึ่งสร้างวีรกรรมด่าและไล่ผู้โดยสารลงจากรถ เมื่อปี 2557

มนุษย์ป้าคนนี้ค่อนข้างจะมีพฤติกรรมข่มขู่คุกคาม เมื่อผู้เสียหายเข้าร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ก็กลับถูกบังคับให้ไกล่เกลี่ยโดยอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ จนกระทั่งคุณป้ามหาภัยไปก่อเหตุลักขโมยถึงได้มีหมายจับ

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะถูกกรมการขนส่งทางบกยึดใบอนุญาตขับขี่ แต่ก็ยังสามารถไปหารถแท็กซี่มาขับแล้วก่อเหตุได้อีก ล่าสุดเธอติดต่อขอเข้ามอบตัวที่ สน.บางเขน ในวันที่ 5 เมษายน 60

แต่ก็อย่าลืมว่ามนุษย์ป้าคนนี้เคยขึ้นโรงพักมาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วก็เดินออกจากโรงพักต่อหน้าต่อตาตำรวจไปดื้อมาแล้ว

นั่นหมายความว่าการจะดำเนินคดีกับคุณป้ามหาภัยคนนี้ ต้องนำเจ้าของอู่แท็กซี่มาดำเนินคดีด้วยเช่นกันเพราะให้เช่ารถออกไปขับโดยไม่ได้ตรวจสอบประวัติ

อีกกรณีที่ดังในโลกโซเชียลคือ กรณีที่ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง ONE ถูกแท็กซี่ปฏิเสธ จนพาลมีอารมณ์โมโหไปเตะรถแท็กซี่ จนกระทั่งเป็นเรื่องเป็นราว มีการออกแถลงข่าวขอโทษ แต่ประเด็นอยู่ที่การถามของโชเฟอร์ “ยิงกันสักนัดมั้ย”

อย่างไรก็ต้องว่าไปตามความผิดคือ ข่มขู่ แม้ผู้เสียหายจะเสนอจ่ายเงิน 1,000 บาทให้แก่แท็กซี่ก็ตาม กรณีนี้ผู้ขับขี่ก็จะต้องโดนปรับ 2,000 บาท ยึดใบอนุญาตขับขี่ 30 วัน และต้องเข้าอบรมกับกรมการขนส่งทางบกด้วย

อย่าเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กๆ ส่วนตัวผมเองเมื่อก่อนนั้นต้องใช้แท็กซี่เหมือนรถประจำ เพราะเข้างานดึกเลิกงาน ตี 4 จนเหมือนกับว่าทำมาหาเลี้ยงแท็กซี่เลยทีเดียว

บ่อยครั้งที่แท็กซี่มักจะมีข้ออ้างว่า “ต้องรีบไปเติมแก๊ส” ถ้าไม่รีบร้อนนักผมก็จะบอกว่า “ผมไปรอที่ปั๊มแก๊สได้” แต่ถ้าบอกว่าต้องรีบส่งรถ อันนี้ก็หมดปัญญาถูไถเช่นกัน

ดังนั้นคำว่า “ว่าง” จากไฟที่อยู่หน้ารถจึงไม่ได้หมายความว่า “ว่าง” จริงๆเสมอไป เคยถามกับโชเฟอร์หลายคนแล้วว่าถ้าไม่รับผู้โดยสารทำไมไม่ปิดไฟ “ว่าง” แล้ววิ่งกลับบ้านหรือไปส่งรถเลย

“เผื่อโชคดีผู้โดยสารไปทางเดียวกัน” โชเฟอร์หลายคนตอบ

แท็กซี่ดีๆก็ยอมรับว่ามีไม่น้อย พูดจาสุภาพ เรียกไปไหนไปหมด บางคนไม่รบกวนซักถามผู้โดยสาร ไม่ชวนคุย ใกล้ถึงที่หมายก็ถามเข้าซอยนั้นซอยนี้เป็นอย่างดี บางคนปลุกระหว่างที่งีบหลับด้วยซ้ำ

แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกชวนคุย พวกรู้ทางดี พวกชอบอ้อมอ้างรถติดนั้น เจอได้เป็นประจำ นี่ยังไม่นับแท็กซี่ที่หากินกันเป็นวิน มีมาเฟียคอยดูแลต้องจ่ายค่าหัวคิว เช่น สถานีขนส่งหมอชิต ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมถึงหน้า สน.ชนะสงคราม ข้างถนนข้าวสาร ที่ปฏิเสธคนไทย หรือหากินเอาเปรียบคนบ้านนอกเข้ากรุงอยู่จนถึงทุกวันนี้

แท็กซี่เข้าปั๊มเยอะๆตอนดึก จอดกันระนาวก็ให้สันนิษฐานได้เลยว่าที่ปั๊มเปิดบ่อนพนันไฮโล แท็กซี่กินหัวคิวค่าส่งเด็กไซด์ไลน์บำเรอกามตามโรงแรมก็มีเยอะ คือใช้แท็กซี่มาวิ่งรถเพื่อประโยชน์อื่นไม่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

อย่างไรก็ตาม เหรียญมี 2 ด้านเสมอ แท็กซี่ที่โดนผู้โดยสารปล้นก็มีให้ปวดหัวทุกวัน เป็นข่าวบ้าง ไม่เป็นข่าวบ้าง ส่วนใหญ่เหตุเกิดตอนกลางคืน

พฆติกรรมของคนร้ายคือมักจะเรียกไปในพื้นที่ไกลๆ เช่น เรียกจาก ถนนวิภาวดี ไปรังสิตคลอง 6 ในช่วงเวลา ตี 1 ซึ่งกลุ่มมิจฉาชีพจะเป็นชายฉกรรจ์ตั้งแต่ 2-3 คน สบโอกาสทางมืดเปลี่ยวก็ทำการปล้นชิงทรัพย์ หากใครขัดขืนก็อาจโดนทำร้าย

เรื่องนี้มีมานานแล้ว ซึ่งบางทีโชเฟอร์แท็กซี่เมื่อเห็นว่าผู้โดยสารเป็นชายหลายคน ท่าทางไม่น่าไว้วางใจ เรียกรถไปส่งไกลๆ ประเมินแล้วเป็นซอยทางเปลี่ยว ก็ต้องปฏิเสธเพื่อความปลอดภัย

คำถามคือ ทุกวันนี้ระหว่างผู้โดยสารกับโชเฟอร์ใครปลอดภัยกว่ากัน แท็กซี่หาเช้ากินค่ำส่งค่าเช่าบ้าง ซื้อรถมาขับเองบ้าง ในขณะที่ผู้โดยสารก็เรียกร้องให้รถยนต์สาธารณะเป็นของสาธารณะจริงๆ

น่าแปลกที่ในบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น มีระเบียบมาตรการเข้มงวด อาทิ ค่าโดยสารที่แพงในเวลากลางคืน การบริการที่ดี มีที่คั่นกลางระหว่างผู้โดยสารและโชเฟอร์ ประเทศเรากลับไม่นำพามาขบคิดกัน

กรมการขนส่งทางบกทุกวันนี้เปรียบเหมือนเสือกระดาษ คือต้องรอให้เกิดเหตุ ต้องรอให้คนแจ้งเหตุ ไม่เคยทำงานเชิงรุกออกไปโบกรถดูเองบ้างว่ามีแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารจริงหรือไม่ แล้วควรจะแก้ไขป้องกันอย่างไร

แท็กซี่มากกว่า 1 แสนในกรุงเทพมหานคร มีทั้งโจรมีทั้งคนดี มีทั้งคนที่ขับรถเถื่อน มีทั้งคนที่ดัดแปลงสภาพด้วยการขโมยเอาเครื่องยนต์คันหนึ่งไปใส่อีกคันหนึ่ง มีรถยนต์ที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องมากมายไปหมด กรมการขนส่งทำได้แค่รับแจ้งจากสายด่วน 1584 เท่านั้น

อะไรที่มีมากไปแล้วด้อยคุณภาพนั้นเป็นโทษกับสังคมทุกอย่าง โดยเฉพาะความปลอดภัย กฎหมายควรจะนำผู้กระทำความผิดตาม พรบ.จราจรทางบก ติดคุก ไม่ใช่แค่เพียงปรับแล้วยึดใบอนุญาต

ถึงเวลาที่ต้องใช้ยาแรงกันหรือยัง

Related Articles

Back to top button