เหตุผลที่ยังต้องมี….วัน ‘นักข่าว’
หากใครก็ตามที่คิดว่าทุกวันนี้ “ใครๆก็เป็นนักข่าวได้” เพราะมีสมาร์ทโฟนสามารถถ่ายรูป ถ่ายคลิปแล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ผมเชื่อว่าคนนั้นไม่สามารถเขียนข่าวได้ พร้อมๆกับจ้องจะจับผิดหรือเรียกร้องให้สื่อมวลชนมีจรรยาบรรณ
ที่ต้องบอกเช่นนี้เนื่องจากการจะเป็นนักข่าวเราไม่ได้เป็นโดยกำเนิด เราต้องเรียนในคณะหรือสาขาที่ผ่านการฝึกปฏิบัติ และเมื่อเข้าสู่วิชาชีพเรายังต้องสั่งสมจริยธรรมที่มีสอนกันจากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น
วิชาจริยธรรมในสนามจริง ไม่ได้มีขายในตลาดเหมือนผักหรือแกงถุง ไม่ใช่ใครก็จะมาสอนกันได้
ผมจึงไม่แปลกใจแม้แต่น้อยที่ปัจจุบันประชาชนเข้าใจว่า “เพจ” บนเฟซบุ๊คคือสื่อมวลชนแขนงหนึ่ง ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันเป็นพียงสื่อสังคมออนไลน์ที่แม้แต่เด็กก็สร้างขึ้นมาได้
การจะเรียกร้องให้เพจเหล่านี้มีจริยธรรมจึงไม่ต่างจากการอยากเห็นพ่อค้าเขียงหมูบรรลุธรรม เมื่อมือหนึ่งก็ฆ่าสัตว์เพื่อหาเลี้ยงชีพโดยอยู่บนความคาดหวังว่าเขาจะเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีพร้อมด้วยการรักษาศีล
แต่ก็เป็นความจริงอยู่ไม่น้อยที่สื่อมวลชนทุกวันนี้หลุดออกจากกรอบจริยธรรมไม่อยู่กับร่องกับรอย เหตุผลคือผู้ที่เข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจสื่อ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่ให้ความสนใจในเรตติ้งและเงินโฆษณาเป็นอย่างมาก เพราะสำคัญในเชิงรายได้เพื่อต่อยอดดำเนินกิจการ
ไม่เว้นแม้แต่สื่อสิ่งพิมพ์ที่ต้องใช้ความกระเสือกกระสนดิ้นรนในการอยู่รอดมากกว่าช่วง 20 ปีที่แล้ว
จริงๆแล้วคนในทุกอาชีพก็รักในงานการที่ทำกันทั้งสิ้นครับ เราต่างภูมิใจในอาชีพที่เราเลือกประกอบอย่างสัมมาอาชีวะเลี้ยงตัวและครอบครัว ซึ่งในแต่ละอาชีพก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนอยู่ร่วมกันไป นักข่าวเองก็เช่นกัน
เพียงแต่นักข่าวอาจเป็นอาชีพที่เปรียบเสมือนกรองข้อมูลนำข้อเท็จจริงมานำเสนอต่อประชาชน ความคาดหวังตั้งอยู่บนความเป็นกลางบางเหตุการณ์จึงถูกเรียกร้องให้เป็นไปตามกระแสที่แต่ละคนต้องการ
เจ้าของสื่อบางแห่งจึงกระทำการเหมือนซื้อหวย โดยประเมินแล้วว่า “ฟาก”ที่ได้เลือกแล้วนั้นจะนำมาซึ่งความนิยมของกลุ่มคนไม่มากก็น้อย
ความเสื่อมจึงเกิดจากตรงนี้
ในสมัยที่ผมยังต้องวิ่งทำข่าวในที่ต่างๆ ผมถูกสอนมาว่าการให้พื้นที่กับผู้ที่เห็นต่างนั้นสำคัญ
เมื่อย้อนกลับมาดูสถานการณ์การรายงานข่าวในปัจจุบัน เราจะพบว่าเป็นการนำข้อความจากโซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ มานำเสนอเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ Re-Check และให้พื้นที่กับผู้ที่เห็นต่างได้มีพื้นที่ในข่าวนั้น
อย่างไรก็ตาม แม้การนำเสนอข้อมูลลักษณะนี้เราไม่เรียกว่าเป็นการรายงานข่าวอย่างครบถ้วนก็จริง แต่กลับได้รับความนิยมจากผู้เสพสื่อ บางคนอ่านแค่พาดหัวโดยไม่อ่านทั้งหมดก็ตีความการนำเสนอข่าวชิ้นนั้นไปแล้ว
ด้วยความที่ผู้รับสารไม่นิยมอ่านเนื้อข่าวด้านใน จึงทำให้มีวิวัฒนาการของการนำเสนอข่าวมาทำลายวิชาชีพ เช่น Click bate ที่พาดหัวในรูปแบบ
…รู้แล้วต้องตะลึงหลังจากพระเอกคนดังพูดอย่างนี้
จนกระทั่งทุกวันนี้ เมื่อ Click bate สูญพันธุ์ Fake News ก็เริ่มจับจองพื้นที่ได้มากกว่าข่าวที่นักข่าวลงสนามไปหาข้อเท็จจริง

5 มีนาคม ของทุกปี เราถือว่าเป็นวันนักข่าว เพื่อระลึกว่าในแวดวงนี้ก็มีประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ
สื่อใดที่ยินยอมจะละทิ้งเสรีภาพ นั่นไม่ใช่สื่อที่สามารถเป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้
สื่อใดที่ยอมจำนนต่อโซเชียลมีเดีย แยกไม่ออกว่าเพราะเหตุใดนักข่าวจึงสำคัญกว่าเฟซบุ๊ก นั่นหมายความสื่อนั้นไม่จำเป็นต้องจ้างนักข่าวจ่ายเงินเดือนให้เสียเวลา
อยากให้เราลองคิดดูว่า หากวันหนึ่งไร้ซึ่งนักข่าวผู้กรองข้อเท็จจริงมาสู่ประชาชน เคยคิดไหมครับว่าสังคมนี้จะวุ่นวายขนาดไหน
ชาวบ้านไม่จำเป็นต้องรักนักข่าวครับ เพราะนักข่าวไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ประชาชนรัก
นักข่าวมีหน้าที่ นำข้อมูลหรือข้อเท็จจริงสื่อสารออกมายังประชาชนเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้คิด ตัดสินใจเองว่าข่าวนั้นให้ประโยชน์อะไรกับผู้รับสาร
สื่อมวลชนไม่ได้มีหน้าที่ชี้นำใครทั้งสิ้น
สื่อมวลชนไม่ใช่เซเล็บ ไม่ใช่ Influencer (ผู้มีอิทธิพล) ชี้นำสังคม ไม่ใช่ผู้ประดิษฐ์ถ้อยคำหรือโพสต์เพื่อสร้างแฟนเพจ สร้างฐานความเข้าใจใหม่ๆ หรือดาราหน้ากล้องที่ต้องมีคนรู้จักกันทั้งประเทศ เพราะงานการของเราอยู่ที่ข่าว
หากผิดเพี้ยนไปจากนี้ นั่นไม่ใช่นักข่าว
แด่ จรรยาบรรณที่เราหวงแหน …5 มีนาคม วันนักข่าว