ตอนที่ 13 : จากกิจการในครอบครัวสู่ธุรกิจ
“ออฟฟิตซีพีตรอกจันทน์” จากเดิมเป็นบ้านพักอาศัย ปรับเป็นโรงงาน เริ่มผลิตอาหารสัตว์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งหลายสำนักงานของเครือเจริญโภคภัณฑ์บริษัทของเราเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผมตระหนักว่า ถึงเวลาแล้วที่เครือเจริญโภคภัณฑ์จะต้องเปลี่ยนจากกิจการครอบครัวไปสู่กิจการที่บริหารโดยบุคลากรที่มีความเป็นมืออาชีพ ผมตัดสินใจเชิญบุคลากรที่มีความสามารถจากภายนอกมาช่วยบริหารงานแทนคนในครอบครัว เพราะผู้ที่ไม่มีความชำนาญในการบริหารธุรกิจ ในไม่ช้าก็อาจจะตามการพัฒนาของโลกธุรกิจไม่ทัน
ผมทำเช่นนี้ก็เพื่อจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างญาติพี่น้องที่อาจกระทบต่อกิจการในอนาคต ถึงแม้ว่าญาติพี่น้องในรุ่นคุณพ่อและรุ่นของผมจะร่วมมือร่วมใจกันสร้างบริษัทจนเติบใหญ่ แต่คุณพ่อก็ยังคงเป็นห่วงว่าจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในครอบครัว คุณพ่อจึงขอให้ลูกๆ แยกออกไปอยู่ต่างหากหลังจากที่แต่งงานแล้ว โดยไม่อนุญาตให้อาศัยอยู่ในบ้านต่อ
คุณพ่อเคยกล่าวว่า “ไม่ว่าพี่น้องจะปรองดองกันมากเท่าใด เพียงแต่เมื่อมีสะใภ้เข้ามาในบ้านแล้ว พี่น้องก็อาจจะมีปากเสียงกันด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้”
ในบรรดาธุรกิจของชาวจีนโพ้นทะเล มีจำนวนไม่น้อยที่ลูกหลานรุ่นที่ 2 และ 3 ยังคงเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานของกิจการครอบครัว แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ครอบครัวแตกแยกกัน จนทำให้ธุรกิจล่มสลายไปด้วย ผมตัดสินใจยกเลิกระบบบริหารงานแบบครอบครัว โดยบอกกล่าวกับบรรดาพี่สาวที่ทำงานในบริษัทว่า “ผมจะให้ผลตอบแทนและสวัสดิการที่ดีกว่างานที่พี่ๆ ทำอยู่ พี่จะได้พักผ่อนและมีความสุขกับการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่” และขอให้พี่สาวออกจากงานที่บริษัท
ความลำบากใจที่สุดคือการบอกกับพี่สะใภ้คนโต ซึ่งท่านเป็นคนดีมาก ไม่เห็นแก่ตัว หลังจากที่ท่านประธานจรัญก่อตั้งธุรกิจอาหารสัตว์แล้ว พี่สะใภ้เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบงานด้านบัญชีมาโดยตลอด ผมลำบากใจที่ต้องขอให้พี่สะใภ้ออกจากงาน แต่เพื่อบริษัท ผมจำเป็นต้องตัดสินใจแบบนั้น
ผมพูดกับพี่สะใภ้ว่า “ไม่ว่าพี่จะเสียสละ อุทิศตนเองให้บริษัทเพียงใด คนอื่นก็อาจยังมีความเคลือบแคลงสงสัย เพราะพี่เป็นภรรยาของประธานบริษัท” ผมค่อยๆ พูดเกลี้ยกล่อมให้คนในครอบครัวออกจากงานบริหาร และเปลี่ยนให้คนหนุ่มสาวที่มีความสามารถเฉพาะด้านมาทำงานแทน
ผมยังตั้งกฎขึ้นมาอีกข้อหนึ่งนั่นคือ ไม่ให้ลูกหลานของตระกูลเข้ามาบริหารธุรกิจเกษตร ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท และแน่นอนว่าหมายรวมถึงลูกชายของผมด้วย ธุรกิจของบริษัทจะพัฒนาเติบโตไปอย่างราบรื่น ก็เพราะมีทีมงานที่มีศักยภาพสูง ถ้าให้ลูกหลานในตระกูลเข้าไปบริหาร ไม่ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน ก็อาจไม่เป็นที่ยอมรับจากทุกคน
ก่อนที่ลูกหลานของตระกูลจะเข้ามาทำงานในบริษัท ทีมงานของบริษัทได้บริหารกิจการจนประสบความสำเร็จมากแล้ว ถ้าให้ลูกหลานในตระกูลเข้ามารับตำแหน่งผู้บริหาร จะทำให้ทุกคนรู้สึกว่าสูญเสียโอกาสในการเติบโตก้าวหน้า ทำให้พวกเขารู้สึกว่าไม่มีอนาคต นอกจากจะทำให้บุคลากรที่มีความสามารถต้องจากบริษัทไปแล้ว ยังจะส่งผลเสียต่อระบบการพัฒนาบุคลากรในด้านการพัฒนาคนที่จะขึ้นมาทดแทนเป็นรุ่นๆ ไป

ผมไม่เคยเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ แต่จากประสบการณ์การทำงานจริง ผมตระหนักอย่างเด่นชัดว่า การถือหุ้นกับการบริหาร ควรแยกออกจากกัน ผู้บริหารมีหน้าที่สร้างผลกำไรแก่บริษัทด้วยความรู้แบบมืออาชีพ ส่วนผู้ถือหุ้นก็ควรยินดีกับผลตอบแทนที่มาจากกำไร ไม่ควรให้ ผู้ถือหุ้นเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหาร มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดความวุ่นวายและอาจทำให้ประสิทธิภาพในการบริหารลดลง
ผมให้สมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้น ส่วนตัวผมเองบริหารธุรกิจด้วยความตั้งใจ ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นนั้นดีมาก ไม่เคยมีใครแสดงความไม่พอใจ ผมไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียวในฐานะที่เป็นผู้บริหาร ถึงแม้ว่าผมต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น เพียงแค่ได้เงินเดือนและโบนัสผมก็พอใจแล้ว ถ้าผมถือหุ้นทั้งหมดเพียงผู้เดียว ไม่เพียงแต่จะมีปัญหากับญาติพี่น้อง แต่ยังจะถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อีกด้วย
ในปี พ.ศ.2512 ตอนที่ผมอายุได้ 30 ปี ท่านประธานจรัญซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของผม แต่งตั้งให้ผมดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผมจึงเข้ามารับช่วงการบริหารธุรกิจอย่างเต็มตัว ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องของพวกเราเป็นไปด้วยดีมาโดยตลอดนับจากนั้น ทุกวันนี้เวลาพบปะกันก็ยังพูดคุยกันฉันพี่น้องด้วยความเป็นมิตร