ฝ่าโควิดสไตล์ “ตั้งงี่สุน” ไม่ต้องพูดถึง’กำไร’ไป 3 ปี แต่ลูกน้องต้องอยู่ได้!
ภาพการตกงานเป็นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนไม่อยากเจอทั้งนั้น ยิ่งเป็นการตกงานแบบสายฟ้าแลบ ถูกเลิกจ้างกะทันหันด้วยแล้ว หลายคนถึงกับตั้งตัวไม่ทันเลยทีเดียว
ทั้งนี้สะท้อนได้จาก ข้อมูลกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน รายงานสถานการณ์การเลิกจ้าง ปีงบประมาณ 2563 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 26 เมษายน 2563 พบว่า มีสถานประกอบการเลิกจ้างจากภาวะขาดทุน ค่าเงินบาท , โรคระบาด เช่น โรคโควิด-19 , เลิกกิจการ , การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี/ปรับลดขนาดองค์กร/ลดจำนวนพนักงาน , ไม่มีคำสั่งซื้อ/จำหน่ายผลผลิตไม่ได้ และลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระเบียบ หรือคำสั่ง
สำหรับ 3 อันดับกิจการที่เลิกจ้าง ได้แก่ 1. การผลิต 2. การขายส่ง ขายปลีก ซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน และ 3. บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช้าและบริการทางธุรกิจ อยู่ในพื้นที่ กรุงเทพฯ 284 แห่ง สมุทรสาคร 75 แห่ง ระยอง 63 แห่ง ขอนแก่น 39 แห่ง และ ประจวบคีรีขันธ์ 32 แห่ง จังหวัดที่มีลูกจ้างถูกเลิกจ้างสูงสุด 5 อันดับได้แก่ 1. กรุงเทพฯ 3,070 คน 2. สมุทรสาคร 1,212 คน 3. ปทุมธานี 1,039 คน 4. ขอนแก่น 994 คน 5. ลำพูน 920 คน
จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ เจ้าของ “ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์” ยักษ์ค้าปลีก-ค้าส่งในจังหวัดอุดรธานีที่เปิดให้บริการมากว่า 80 ปี ภายใต้การบริหารเจนเนอเรชั่น 4 อย่าง ” “เฮียกบ” – “มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ ผู้ชายบ้านๆ ที่มีสไตล์การบริหารงานแบบฉบับ “กลยุทธ์ชายทุ่ง” มองเห็นถึงความเดือดร้อนดังกล่าว
“มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์” สะท้อนถึงปัญหาดังกล่าวกับ BIZpromptINFO ว่า ตอนนี้หลายบริษัทอยู่ในอยู่ในภาวะย่ำแย่เนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้บริหารบริษัทหลายแห่งตัดค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ข้อเท็จจริงคือ วันนี้ประเทศไทย ถึงเวลาแล้วที่บรรดาเจ้าของธุรกิจต้องมองกำไรทิ้งไป 3 ปี ไม่ต้องพูดถึงกำไร แต่ควรคิดว่าทำอย่างไรจะเลี้ยงพนักงานให้อยู่รอดได้
“มันเป็นปรัชญาในการทำงานของคนจีน ตอนนี้หลายคนถูกไล่ออกจากงาน เพราะบริษัทมองงธุรกิจเป็นหลัก รายได้หด กำไร ไม่มี แต่ปรัชญาที่ถูกต้องคือ การรักษาพนักงาน ทำเพื่อลูกๆ ของคุณในบริษัท พนักงานคือ ลูก+น้อง ลูกกับน้องบวกกัน มันสำคัญกว่าลูก สำคัญมากกว่าน้องที่เราต้องรักษาพวกเขา แต่วันนี้บริษัทใหญ่ๆ โดยเฉพาะซัพพลายเออร์คิดแค่ว่า ค้าขายต้องมีกำไร พอไม่มีกำไร ก็มาตัดโอทีพนักงาน ไล่เด็กออก ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหา กำไรมา 10 ปี ขาดทุน 3 ปีไม่เจ๊งหรอก”

มิลินทร์ มองว่า ในส่วนของตั้งงี่สุนนั้น อีก 3 ปีกำไรไม่ต้องพูดถึง แต่ขอให้เลี้ยงลุูกน้องทุกชีวิตให้อยู่รอด หลังจากนั้นค่อยมาว่ากันต่อ และยืนยันว่า ตั้งงี่สุนจะไม่มีการตัดใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าโอที หรือสวัสดิการ เพื่อให้ลูกน้องทุกคนอยู่รอดได้
ขาใหญ่ค้าปลีกอุดรฯ สะท้อนอีกว่า กระแสตู้ปันสุขที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้เป็นสิ่งที่ดี บริษัทใหญ่ๆ ทำตู้แจกคนจน แต่ถามว่า วันนี้ แจกลุูกน้องตัวเองหรือยัง คุณหญิงคุณนายบางคนชอบสงเคราะห์เอาหน้าตา แต่คนในครอบครัวมีปัญหาก็มี
นอกจากนี้ มิลินทร์ ยังขอเป็นกระบอกเสียง เรียกร้องให้เจ้าของธุรกิจใหญ่ๆ ออกมาให้ความมั่นใจกับพนักงานในบริษัทของตัวเองก่อน ดุูแลลูกน้อง ทำให้มั่นคง มีเงินใช้ไปก่อนก็จะสามารถช่วยลดปัญหาได้ คนว่างงานก็จะน้อยลง แต่สถานการณ์วันนี้มีแต่ข่าวการปลดคนออก

“ตู้ปันสุขทำให้คนข้างนอกอิ่ม หลายบริษัททำ แต่ลูกน้องตัวเองอิ่มหรือยัง”
มิลินทร์ บอกว่า เขาไม่ได้ต่อต้านกระแสตู้ปันสุขซึ่งเป็นโครงการที่ดี เพียงแต่อยากให้ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ หันกลับไปมองบริษัทตัวเองด้วย พยายามจ้างงานให้เหมือนเดิม ยอมขาดทุนกำไรเพื่อเลี้ยงลูกน้อง และร่วมฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน
ก่อนหน้านี้ มิลินทร์ ประกาศให้ความร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัดอุดร เปิดโครงการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ด้วยการร่วมมือกับซัพพลายเออร์ชื่อดังอย่าง ‘ยูนิลีเวอร์’ เจ้าของตราสินค้าที่ครอบคลุมตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าที่ทุกบ้านต้องมี จัดคาราวานสินค้าราคาถูกจำนวน 2,000 ชุด ซึ่งประกอบด้วยสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จากราคาปรกติชุดละ 417 บาท ลดเหลือ 299 บาท ออกเร่ขายทุกอำเภอในจังหวัดอุดรฯ และจะขยายความร่วมมือไปยังซัพพลายเออร์รายอื่น ๆ ต่อไป



