Biznews

เปิดรายชื่อ 10 โรคที่ควรป้องกันก่อนต้องจ่ายค่ารักษาสูงกว่าที่คิด

‘หมอเจด’ หรือนายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า.
เก็บเงินมาทั้งชีวิต อาจหมดไปกับค่ารักษา!
10 โรคที่ค่ารักษาสูงกว่าที่หลายคนคิด

ตอนเรายังแข็งแรง เงินเก็บมักมีชื่อของมันครับ
ก้อนนี้ไว้เกษียณ
ก้อนนี้ไว้เที่ยวกับครอบครัว
ก้อนนี้เผื่อซ่อมบ้าน
ก้อนนี้ตั้งใจเก็บไว้ให้ลูก
อีกก้อนเอาไว้ใช้ตอนแก่ จะได้ไม่ต้องรบกวนใคร
แต่มีรายจ่ายอยู่ประเภทหนึ่งที่แทบไม่มีใครอยากเตรียมใช้
ค่ารักษาตัว
และสิ่งที่หนักกว่าค่าหมอ บางครั้งไม่ใช่ใบเสร็จจากโรงพยาบาลด้วยซ้ำครับ
มันคือวันที่ลูกต้องลางานพาไปหาหมอ
วันที่สามีต้องหยุดงานเพื่อเฝ้าภรรยา
ค่ารถไปโรงพยาบาลทุกเดือน
ค่าอาหารเฉพาะโรค
ค่าอุปกรณ์
ค่ากายภาพ
ค่าคนดูแล
รวมถึงรายได้ที่หายไปของทั้งบ้าน
ในไทยเรามีสิทธิการรักษาหลายระบบที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้มากครับ เพราะฉะนั้นเงินที่แต่ละครอบครัวต้องจ่ายเองจริง ๆ ต่างกันมาก
ตัวเลขที่ผมพูดถึงต่อจากนี้จึงอยากให้มองเป็น ภาพคร่าว ๆ ของขนาดภาระ ไม่ใช่ราคากลาง เพราะโรงพยาบาล สิทธิการรักษา ระยะของโรค และวิธีรักษา ทำให้ค่าใช้จ่ายต่างกันตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักล้านได้เลย
แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ
โรคเรื้อรังหนึ่งโรค อาจไม่ได้กินแค่เงิน มันกินเวลา แรง และชีวิตของคนทั้งบ้านด้วยครับ
1️⃣ มะเร็ง — ค่าใช้จ่ายไม่ได้จบวันที่ผ่าตัด
คำว่า
“ตรวจเจอมะเร็ง”
ประโยคเดียวเปลี่ยนตารางชีวิตทั้งบ้านได้เลยครับ
จากเดิมเดือนหน้าจะไปเที่ยว
กลายเป็นเดือนหน้าต้องไปสแกน
จากเดิมเงินก้อนหนึ่งจะเอาไว้ซ่อมบ้าน
กลายเป็นต้องเตรียมไว้เผื่อค่ารักษา
การรักษาอาจมีตั้งแต่ตรวจเพิ่มเติม เก็บชิ้นเนื้อ ผ่าตัด เคมีบำบัด ฉายรังสี ไปจนถึงยามุ่งเป้าหรือยาภูมิคุ้มกันในมะเร็งบางชนิด
ถ้าเป็นการรักษาเอกชน แค่การผ่าตัดบางชนิดก็อาจเริ่มตั้งแต่ หลักแสน และถ้าต้องใช้ยาราคาแพงต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายรวมอาจไปถึง หลักล้าน ได้ครับ
แต่ผมว่าเงินยังไม่ใช่ส่วนที่เจ็บที่สุดเสมอไป
คนหนึ่งรักษาตัว
อีกคนต้องหยุดงานไปเฝ้า
คนหนึ่งกินไม่ได้
อีกคนต้องคิดทุกวันว่าจะทำอะไรให้กินได้
มะเร็งหลายชนิดเราป้องกันไม่ได้ทั้งหมด แต่เรายังลดความเสี่ยงได้ด้วยการไม่สูบบุหรี่ คุมแอลกอฮอล์ คุมน้ำหนัก ออกกำลัง รับวัคซีนที่เกี่ยวข้อง และตรวจคัดกรองตามอายุและความเสี่ยงครับ
บางครั้งค่ารักษาที่ประหยัดที่สุด คือโรคที่เราเจอเร็วพอจนรักษาได้ง่ายขึ้น
2️⃣ Stroke — เกิดไม่กี่นาที แต่คนทั้งบ้านอาจใช้เวลาหลายปีฟื้นชีวิตกลับมา
Stroke น่ากลัวตรงที่เหตุการณ์อาจเกิดขึ้นเร็วมากครับ
เมื่อวานยังขับรถเอง
วันนี้ต้องมีคนพยุงเข้าห้องน้ำ
ช่วงแรกอาจมีค่าตรวจสมอง ค่านอนโรงพยาบาล ค่ายา หรือค่าหัตถการ
แต่ต้นทุนจริงเริ่มชัดหลังกลับบ้าน
ต้องฝึกเดิน
ฝึกใช้มือ
ฝึกพูด
ฝึกกลืน
ทำกายภาพ
ซื้อรถเข็น
ปรับห้องน้ำ
มีคนพาไปโรงพยาบาล
ค่าใช้จ่ายรักษาต่อครั้งอาจตั้งแต่ หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนหรือมากกว่า ตามความรุนแรงและวิธีรักษา แต่ถ้าต้องฟื้นฟูต่ออีกหลายเดือน ภาระจะค่อย ๆ สะสมครับ
และมีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีราคาติดไว้
คือวันที่คนที่เคยดูแลทุกคนในบ้าน ต้องกลายเป็นคนที่ให้ทุกคนมาดูแลแทน
เพราะแบบนี้ การคุมความดัน น้ำตาล ไขมัน ไม่สูบบุหรี่ ออกกำลัง และตรวจหัวใจเต้นผิดจังหวะเมื่อมีข้อบ่งชี้ จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่อง “ตัวเลขสวย”
มันคือการรักษาความสามารถที่จะดูแลตัวเองเอาไว้ครับ
3️⃣ โรคหลอดเลือดหัวใจ — ทำบอลลูนเสร็จ ไม่ได้แปลว่าเรื่องจบ
ตอนมีอาการเจ็บหน้าอก คนส่วนใหญ่คิดถึงแค่วันนั้นครับ
เข้าโรงพยาบาล
สวนหัวใจ
ทำบอลลูน
ใส่ขดลวด
แล้วพอกลับบ้านก็รู้สึกว่า
“ซ่อมเรียบร้อยแล้ว”
แต่โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นโรคที่ต้องดูแลต่อเนื่องครับ
หลังจากนั้นยังต้องคุม LDL ความดัน น้ำตาล กินยา และติดตามกับแพทย์
ถ้าเป็นเอกชน การสวนหัวใจหรือทำบอลลูนอาจอยู่ตั้งแต่ หลักแสน และถ้าต้องผ่าตัดบายพาส ค่าใช้จ่ายสามารถขึ้นไปถึง หลักล้าน ได้
ถ้ากล้ามเนื้อหัวใจเสียหายมาก ยังอาจตามมาด้วยหัวใจล้มเหลว
จากที่เคยเดินห้างได้
กลายเป็นเดินไม่กี่ร้อยเมตรก็หอบ
จากที่เคยนอนราบสบาย
กลายเป็นต้องหนุนหมอนหลายใบ
ค่ารักษาที่หนักจึงอาจไม่ใช่วันแรกครับ
แต่อาจเป็นอีกสิบปีที่ต้องอยู่กับหัวใจที่ไม่เหมือนเดิม
4️⃣ โรคไตเรื้อรัง — ไม่ได้มาแรงในวันเดียว แต่มาทุกสัปดาห์
โรคไตเป็นตัวอย่างที่ชัดมากของคำว่า
“แพงเพราะนาน”
ตอนเริ่มต้นอาจไม่มีอะไรเลยครับ
ยังทำงานได้
ยังเดินได้
ยังรู้สึกปกติ
แต่ถ้าไตเสื่อมไปถึงระยะที่ต้องฟอกเลือด ชีวิตประจำสัปดาห์อาจเริ่มหมุนรอบตารางโรงพยาบาล
สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง
ครั้งละหลายชั่วโมง
ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
ถ้าคิดจากต้นทุนการฟอกเลือดครั้งละประมาณหลักพัน แม้มีสิทธิช่วยรับภาระ แต่ถ้าต้องจ่ายเองหรือมีค่าใช้จ่ายร่วมทั้งหมด ปีหนึ่งก็สามารถขึ้นไปเป็น หลักแสน ได้ครับ
และไม่ใช่แค่คนฟอกไตที่เสียเวลา
คนขับรถพาไปก็เสีย
คนรอรับก็เสีย
งานที่ต้องหยุดก็เสีย
ตรงนี้คือเหตุผลที่ผมย้ำเรื่องความดัน เบาหวาน การดื่มน้ำอย่างเหมาะสม และการระวังยาที่ทำร้ายไต
เพราะตอนค่าไตยังดี เรามีอะไรให้ทำมากกว่าตอนที่ต้องจัดชีวิตรอบเครื่องฟอกไตแล้วครับ
5️⃣ เบาหวาน — ยาอาจไม่แพง แต่ภาวะแทรกซ้อนต่างหากที่แพง
เบาหวานช่วงแรกอาจดูไม่ได้หนักมากครับ
กินยา
ตรวจน้ำตาล
เจาะเลือดตามนัด
แต่ถ้าคุมไม่ดีต่อเนื่องหลายปี ภาระมักไม่ได้หยุดอยู่ที่น้ำตาล
มันอาจกลายเป็น
จอตาเสื่อม
ไตเสื่อม
แผลที่เท้า
เส้นประสาทเสื่อม
หัวใจขาดเลือด
Stroke
คนหนึ่งอาจเริ่มจาก HbA1c สูงอย่างเดียว
อีกสิบปีต่อมา กลายเป็นต้องรักษาสามสี่โรคพร้อมกัน
ค่าดูแลเบาหวานที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนอาจยังอยู่ระดับ หลักหมื่นต่อปี แต่เมื่อเริ่มมีโรคแทรกซ้อน ภาระสามารถเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวครับ
นี่คือเหตุผลที่ผมอยากให้คุมเบาหวานตั้งแต่วันที่เรายังไม่มีอาการ
ไม่ใช่เพื่อให้ใบผลเลือดดูสวย
แต่เพื่อรักษาตา ไต หัวใจ สมอง และเท้า เอาไว้ใช้กับเราอีกนานครับ
6️⃣ สมองเสื่อม — คนหนึ่งจำไม่ได้ แต่อีกคนต้องจำทุกอย่างแทน
โรคนี้ผมว่าเศร้าตรงที่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ไม่ได้มาในรูปยาอย่างเดียวครับ
ช่วงแรกอาจเป็น
ลืมนัด
ลืมจ่ายเงิน
วางของผิดที่
ต่อมาอาจต้องมีคนช่วยจัดยา
ช่วยทำอาหาร
ช่วยเรื่องเงิน
พาไปโรงพยาบาล
ดูเรื่องความปลอดภัย
หนักขึ้นอีก คนที่ป่วยอาจจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนดูแลเขา
แต่คนดูแลยังต้องจำทุกอย่างแทน
จำว่ายากินกี่โมง
จำว่ากินข้าวหรือยัง
จำว่าประตูล็อกหรือยัง
จำว่าเมื่อคืนลุกออกจากบ้านหรือเปล่า
ค่าใช้จ่ายรวมจากสมองเสื่อมอาจเป็น หลักหมื่นถึงหลักแสนต่อปี และอาจสูงกว่านั้นมากหากต้องมีผู้ดูแลเต็มเวลา
คนในครอบครัวบางคนต้องลดเวลางาน
บางคนต้องลาออก
ตรงนี้จึงเป็นโรคที่ทำให้เราเห็นชัดที่สุดว่า
คนหนึ่งป่วย แต่อีกคนอาจต้องหยุดใช้ชีวิตของตัวเองไปด้วยครับ
7️⃣ กระดูกพรุนและสะโพกหัก — ล้มหนึ่งครั้ง อาจไม่ได้กลับมาเป็นคนเดิม
ตอนกระดูกยังไม่หัก หลายคนไม่รู้สึกว่ากระดูกพรุนเป็นเรื่องใหญ่ครับ
กินแคลเซียมบ้าง
ไม่ได้กินบ้าง
คิดว่าเดี๋ยวค่อยดู
แต่ค่าใช้จ่ายจริงเริ่มหนักตอน “หัก”
โดยเฉพาะสะโพกหักในผู้สูงอายุ
หลังผ่าตัดยังต้อง
ทำกายภาพ
ฝึกเดิน
ใช้อุปกรณ์ช่วย
ปรับบ้าน
และมีคนดูแล
ค่าใช้จ่ายสามารถไปตั้งแต่ หลักหมื่นถึงหลักแสนต่อครั้ง ตามสิทธิและสถานพยาบาล และหลังจากนั้นอาจมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องจากการฟื้นฟูอีกครับ
แต่ผมห่วงอีกอย่างมากกว่า
ก่อนล้มยังเดินเองได้
หลังล้มเริ่มกลัวเดิน
พอไม่เดิน กล้ามลด
พอกล้ามลด ทรงตัวแย่
แล้วยิ่งกลัวล้มเข้าไปอีก
ดังนั้นการป้องกันกระดูกหัก ต้องดูทั้งกระดูก กล้ามเนื้อ และการทรงตัวครับ
เราไม่ได้กำลังป้องกันแค่ค่าผ่าตัด
เรากำลังป้องกันการสูญเสียความเป็นอิสระในชีวิตด้วย
8️⃣ โรคปอดเรื้อรัง — ชีวิตจะค่อย ๆ เล็กลงโดยไม่รู้ตัว
ลองนึกถึงวันที่เดินจากห้องนอนไปหน้าบ้านแล้วต้องหยุดพักครับ
อาบน้ำก็เหนื่อย
แต่งตัวก็เหนื่อย
เดินตลาดไม่ไหว
ขึ้นบันไดไม่ได้
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังหรือ COPD มักสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่เป็นสำคัญ และถ้ามีอาการกำเริบบ่อย อาจต้องเข้าโรงพยาบาลซ้ำ ๆ
ค่าใช้จ่ายอาจเป็น หลักหมื่นต่อปี และเพิ่มขึ้นอีกมากเมื่อมีภาวะกำเริบ ต้องใช้ออกซิเจน หรือต้องนอนโรงพยาบาลครับ
ตรงนี้ทำให้เห็นว่า
บุหรี่หนึ่งซองไม่ได้มีราคาแค่ที่หน้าร้าน
บางครั้งใบเสร็จจริงของมันมาถึงเราอีก 20–30 ปีให้หลัง
ตอนที่เราต้องจ่ายด้วยความสามารถในการหายใจครับ
9️⃣ ตับแข็ง — ตอนตับยังไม่เจ็บ ไม่ได้แปลว่ามันยังไม่เสีย
ไขมันพอกตับวันนี้อาจไม่มีอาการเลยครับ
บางคนค่าตับยังปกติด้วยซ้ำ
แต่ถ้ามีการอักเสบและพังผืดสะสมไปเรื่อย ๆ จนถึงตับแข็ง เรื่องจะเปลี่ยนครับ
ท้องมาน
ตัวเหลือง
เลือดออกจากเส้นเลือดขอด
สับสน
ติดเชื้อง่าย
เสี่ยงมะเร็งตับ
จากที่เคยตรวจปีละครั้ง อาจกลายเป็นต้องตรวจบ่อยขึ้น ส่องกล้อง ตรวจภาพ และเข้าโรงพยาบาลเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน
ช่วงที่โรคยังไม่ซับซ้อน ค่าใช้จ่ายอาจยังไม่สูงมาก แต่เมื่อมีภาวะแทรกซ้อนสามารถขึ้นเป็น หลักหมื่นถึงหลักแสน และหากไปถึงการรักษาระดับปลูกถ่ายตับก็สูงกว่านั้นมากครับ
ตรงนี้คือเหตุผลที่ไขมันพอกตับไม่ควรรอจนเจ็บ
ตอนที่ยังไม่มีอาการนี่แหละ คือช่วงที่เรายังมีโอกาสปรับน้ำหนัก น้ำตาล อาหาร แอลกอฮอล์ และการออกกำลังได้มากที่สุด
🔟 ภาวะติดเชื้อรุนแรงและการนอน ICU — ไม่มีใครตั้งใจเก็บเงินไว้ใช้ตรงนี้
โรคบางอย่างค่อย ๆ ใช้เงินครับ
แต่ภาวะวิกฤตมาเร็วมาก
เมื่อคืนยังคุยกันอยู่
วันนี้ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ
ปอดอักเสบรุนแรง
ติดเชื้อในกระแสเลือด
อวัยวะล้มเหลว
ต้องเข้า ICU
แค่การดูแลใน ICU ก็สามารถขึ้นเป็น หลักหมื่นถึงหลักแสนต่อการนอนโรงพยาบาลหนึ่งครั้ง และถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหรือมีหัตถการหลายอย่าง ค่าใช้จ่ายอาจสูงขึ้นอีกมากครับ
แต่ต่อให้ผ่านช่วงวิกฤตมาได้ ก็ไม่ได้แปลว่ากลับบ้านแล้วจบ
บางคนกล้ามหายจนเดินไม่ไหว
ต้องกายภาพ
เหนื่อยง่าย
นอนไม่ดี
ความจำเปลี่ยน
บางครั้งคำว่า
“หมออนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว”
เป็นแค่วันแรกของการเอาชีวิตเดิมกลับคืนมาครับ
สิ่งที่แพงที่สุด บางครั้งไม่มีตัวเลขเขียนไว้เลย
ผมอยากให้ลองคิดถึงภาพนี้ครับ
พ่อเข้าโรงพยาบาล
ลูกต้องหยุดงานพาไป
แม่เดินไม่ได้
ลูกสาวต้องกลับมาอยู่บ้าน
สามีเป็น Stroke
ภรรยาตื่นทุกคืนเพื่อช่วยพาเข้าห้องน้ำ
แม่เป็นสมองเสื่อม
ลูกต้องโทรเช็กวันละหลายรอบว่า วันนี้ปิดแก๊สหรือยัง
คนหนึ่งป่วย
แต่ชีวิตอีกหลายคนต้องขยับตาม
เงินยังพอหาใหม่ได้ครับ
แต่เวลาที่หายไปจากครอบครัว
งานที่ต้องหยุด
ความฝันที่ต้องพัก
วันหยุดที่กลายเป็นวันพาไปโรงพยาบาล
ความเหนื่อยของคนดูแล
และความรู้สึกผิดของคนที่ป่วย เพราะรู้ว่าทุกคนกำลังลำบากเพราะตัวเอง
สิ่งเหล่านี้ไม่มีช่องไหนในใบเสร็จเขียนไว้เลย
ทั้งที่มันคือ “ต้นทุนของความเจ็บป่วย” เหมือนกัน
และผมคิดว่านี่ต่างหาก
คือของที่แพงมากที่สุด
สิ่งที่เรายังทำได้ในวันที่สุขภาพยังดี
ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากให้ตัวเองหรือคนที่บ้านต้องเผชิญกับวันแบบนั้นครับ
ไม่มีใครอยากให้เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตหมดไปกับการเข้าออกโรงพยาบาล
ไม่มีใครอยากให้ลูกต้องหยุดงานมาดูแล
ไม่มีใครอยากให้คู่ชีวิตที่ตั้งใจจะแก่ไปด้วยกัน ต้องกลายเป็นคนเฝ้าไข้เต็มเวลา
และไม่มีใครอยากให้วันหนึ่ง จากที่เคยทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ต้องรอให้คนอื่นช่วยแม้แต่การลุกจากเตียง
แต่เรื่องดีคือ
ถ้าวันนี้เรายังเดินได้ กินได้ นอนได้ และยังมีแรงดูแลตัวเอง เราก็ยังมีเวลาอยู่ครับ
เวลาให้คุมความดัน
เวลาให้คุมน้ำตาล
เวลาให้เลิกบุหรี่
เวลาให้ลดน้ำหนัก
เวลาให้สร้างกล้าม
เวลาให้ตรวจคัดกรอง
เวลาให้นอนให้พอ
และเวลาให้ดูแลตัวเองก่อนที่จะต้องมีคนอื่นมาดูแลเรา
เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์ในวันเดียวครับ
วันนี้ลดน้ำหวานได้หนึ่งแก้ว
พรุ่งนี้เดินเพิ่มอีก 20 นาที
สัปดาห์นี้เริ่มฝึกกล้าม
เดือนนี้ไปตรวจที่เลื่อนมาหลายครั้ง
สุขภาพไม่ได้ดีขึ้นจากวันที่เราทำดีที่สุดเพียงวันเดียว
แต่มันดีขึ้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เรายอมทำซ้ำไปเรื่อย ๆ ครับ
“เงินเก็บสุขภาพ” เริ่มจากของที่แทบไม่ต้องเสียเงิน
• เดินและขยับให้ได้เกือบทุกวัน
• ฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อยประมาณ 2 วันต่อสัปดาห์
• กินผัก ผลไม้ทั้งผล ถั่ว ปลา และอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยลง
• ลดน้ำหวาน ของทอด เนื้อแปรรูป และอาหารเค็มจัด
• ไม่สูบบุหรี่
• แอลกอฮอล์ยิ่งน้อยยิ่งดี
• นอนให้พอ และอย่าปล่อยปัญหาการนอนเรื้อรังไว้นาน
• คุมความดัน น้ำตาล และไขมันตามความเสี่ยงของตัวเอง
• ตรวจสุขภาพและตรวจคัดกรองตามช่วงอายุ ไม่ต้องรอให้เจ็บก่อน
• ถ้ามียาประจำ กินและติดตามต่อเนื่อง อย่าหยุดเองเพียงเพราะช่วงนี้รู้สึกดีครับ
ทั้งหมดฟังดูธรรมดามากนะ
ธรรมดาจนเราแทบไม่รู้สึกว่า
มันกำลังสะสมกำไรให้ชีวิตอยู่ทุกวัน
เราเก็บเงินมาทั้งชีวิต เพราะหวังว่าวันหนึ่งตอนแก่ลง จะได้สบาย
ผมอยากชวนให้เก็บอีกอย่างไปพร้อมกันครับ
เก็บกล้ามเนื้อ
เก็บกำลังขา
เก็บหัวใจ
เก็บสมอง
เก็บไต
เก็บปอด
เก็บกระดูก
และที่สำคัญที่สุด
เก็บความสามารถที่จะใช้ชีวิตด้วยตัวเองเอาไว้ให้นานที่สุด
วันนี้ยังเดินได้ ก็เดินครับ
ยังฝึกกล้ามได้ ก็ฝึก
ยังเลือกอาหารได้ ก็เลือก
ยังมีคนนั่งกินข้าวข้าง ๆ ก็ใช้เวลากับเขา
ยังนอนได้ ก็ให้ความสำคัญกับการนอน
ยังมีโอกาสตรวจ ก็อย่าผัดไปถึงปีหน้า
เพราะเป้าหมายสุดท้ายอาจไม่ใช่แค่การมีเงินเก็บมากพอสำหรับวัยเกษียณ
แต่อาจเป็นการได้ถึงวันนั้นพร้อมกับร่างกายที่ยังแข็งแรงพอ
พอที่จะเดินทางไปในที่ที่เคยอยากไป
พอที่จะกินข้าวกับคนที่เรารัก
พอที่จะอุ้มหลาน
พอที่จะลุกจากเตียงเอง
และพอที่จะได้ใช้เงินที่เก็บมาทั้งชีวิต กับ “ชีวิต” จริง ๆ
แทนที่จะต้องใช้มันทั้งหมดเพื่อพยายามเอาสุขภาพกลับคืนมาครับ
และถ้าใครเคยผ่านโรคเรื้อรัง เคยต้องดูแลคนในครอบครัว หรือกำลังรักษาตัวอยู่ อยากคอมเมนต์บอกอะไรถึงคนที่วันนี้ยังสุขภาพดีกันบ้างครับ เพราะบางทีเรื่องที่คุณเคยผ่านมา อาจทำให้อีกคนเริ่มดูแลตัวเองเร็วขึ้นหนึ่งวันก็ได้นะ

Related Articles

Back to top button
X