Biznews

ยิ่งคนแน่น ใจยิ่งเหนื่อย!เปิด 3 จังหวัดสัญญาณความทุกข์ใจสูงสุด

“ยิ่งคนแน่น ใจยิ่งเหนื่อย”
อยู่ในจังหวัดคนหนาแน่น เสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้นจริงไหม?
**3 จังหวัดที่พบสัญญาณความทุกข์ใจสูงสุด**

.
เคยไหมครับ เราทำงานไหว รับผิดชอบหน้าที่ได้ แต่พอกลับถึงบ้านกลับไม่เหลือแรงจะคุยกับใคร แม้แต่คนที่เรารัก บางวันอยากนั่งเงียบๆโดยไม่ต้องตอบคำถาม ไม่ต้องตัดสินใจ และไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเพิ่มอีก ก่อนจะจบวันด้วยการถามตัวเองว่า “ทำไมเดี๋ยวนี้เราเหนื่อยง่ายขนาดนี้” ความรู้สึกแบบนี้ชวนให้ถามต่อว่า เรากำลังอ่อนแอลง หรือชีวิตที่ต้องรับมือทุกวันกำลังใช้พลังมากขึ้น?
.
.
รายงานล่าสุด : TIMS 2025–2026 จากสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต นำข้อมูลผู้เข้าทำแบบประเมิน Mental Health Check-in ของกรมสุขภาพจิตมาเปรียบเทียบทั้ง 77 จังหวัด พบว่า คะแนนรวมปัญหาสุขภาพจิตของคนไทย *มีแนวโน้มสูงขึ้นในจังหวัดที่ประชากรอยู่กันหนาแน่นครับ* มีอยู่ 3 จังหวัดที่คะแนนสูงที่สุดในข้อมูลชุดนี้ และทั้ง 3 ยังอยู่ในกลุ่ม 5 จังหวัดที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของประเทศด้วย แต่ก่อนจะดูว่าคือจังหวัดไหน ผมอยากชวนมองก่อนว่า ความเหนื่อยของคนๆหนึ่งอาจประกอบขึ้นจากอะไรบ้างครับ
.
.
ลองนึกถึงคนที่ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง รีบจัดการทุกอย่างเพื่อออกจากบ้านให้ทันเวลา ใช้พลังไปกับการเดินทางก่อนเริ่มงาน แล้วต้องรับมือกับงานเร่ง ความคาดหวัง และค่าใช้จ่ายที่รออยู่ พอเลิกงานก็เดินทางกลับจนแทบไม่เหลือแรงฟังว่าลูกเจออะไรมาบ้าง หรือคุยกับคนรักว่าวันนี้เป็นอย่างไรครับ ภายนอกเขาอาจดูเป็นคนที่ยังจัดการทุกอย่างได้ แต่เวลาสำหรับสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตเป็นของตัวเองกลับค่อยๆหายไป เหลือเพียงการพักให้พอจะกลับไปทำงานในวันรุ่งขึ้น ถ้าเราเดินทางไปกลับวันละสองชั่วโมง ทำงานห้าวัน ก็เท่ากับใช้เวลาเดินทางสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ครับ เวลาสิบชั่วโมงนั้นอาจเป็นเวลานอน เล่นกับลูก ออกกำลังกาย หรือกินข้าวกับคนในบ้านอย่างไม่ต้องรีบ นี่ยังไม่รวมข้อความเรื่องงานหลังเลิกงานและความกังวลเรื่องเงินก่อนเข้านอนครับ เมื่อภาระเพิ่มขึ้น แต่โอกาสฟื้นตัวลดลง เราจึงอาจเหนื่อยมากขึ้นได้ แม้จะพยายามดูแลตัวเองอยู่แล้วก็ตาม
.
.
เมื่อรายงานแบ่งจังหวัดเป็นกลุ่มที่ประชากรหนาแน่นสูงและต่ำ พบว่า *คะแนนปัญหาสุขภาพจิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70 และ 49 คะแนน* ตามลำดับ ต่างกันประมาณ 21 คะแนนเลยครับ อย่างไรก็ตาม คะแนนนี้รวมสัดส่วนผู้มีภาวะเครียด เสี่ยงซึมเศร้า และเสี่ยงฆ่าตัวตายเข้าด้วยกัน คนๆเดียวอาจอยู่ได้หลายกลุ่ม จึงไม่ใช่จำนวนคนป่วยต่อประชากร 100 คน และข้อมูลก็ยัง *ไม่ได้พิสูจน์ว่าความหนาแน่นเป็นต้นเหตุ* เรื่องค่าครองชีพ ภาระงาน การแข่งขัน และการเดินทาง จึงเป็นสิ่งที่ควรเข้าไปศึกษาต่อ มากกว่าจะรีบสรุปว่าอะไรทำให้คนในพื้นที่ทุกข์
.
.
ทีนี้ลองมองอีกฝั่งของข้อมูลกันบ้างครับ
**10 จังหวัดที่มีคะแนนรวมปัญหาสุขภาพจิตต่ำที่สุด ***
เรียงจากต่ำที่สุดขึ้นมา ได้แก่..
สุโขทัย 1.22 คะแนน
นครสวรรค์ 1.76 คะแนน
อุตรดิตถ์ 2.21 คะแนน
ร้อยเอ็ด 2.82 คะแนน
มหาสารคาม 2.84 คะแนน
เพชรบูรณ์ 6.20 คะแนน
พิษณุโลก 7.45 คะแนน
ตรัง 8.79 คะแนน
ตาก 10.16 คะแนน และ
พัทลุง 12.91 คะแนน**
.
.
ตัวเลขฝั่งนี้ดูห่างจากกลุ่มคะแนนสูงมาก แต่ยังไม่ควรตีความว่าคนทั้งสิบจังหวัดมีสุขภาพจิตดีที่สุด หรือย้ายไปอยู่แล้วจะมีความสุขขึ้นทันทีครับเหตุผลสำคัญคือ แต่ละจังหวัดมีคนเข้าทำแบบประเมินในสัดส่วนที่ต่างกันมากครับ รายงานพบว่า สิบจังหวัดฝั่งคะแนนต่ำมีสัดส่วนผู้เข้าทำแบบประเมินต่อประชากรค่อนข้างสูงด้วย เช่น สุโขทัยประมาณ 34% และนครสวรรค์ประมาณ 22% ขณะที่จังหวัดส่วนใหญ่มีผู้เข้าทำแบบประเมินน้อยกว่า 1% ของประชากรครับ รายงานจึงเสนอว่า คะแนนต่ำอาจเกี่ยวข้องกับการชวนประชาชนเข้าประเมินอย่างกว้างขวาง ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลจากคนหลายกลุ่ม เรื่องนี้ยังต้องศึกษาต่อ แต่ชวนให้เราเห็นว่า ตัวเลขที่ต่างกันอาจสะท้อนทั้งความทุกข์ของผู้ตอบและวิธีที่แต่ละพื้นที่เข้าถึงประชาชน
.
.
สิ่งที่น่าเรียนรู้จากฝั่งคะแนนต่ำจึงรวมถึงว่า พื้นที่เหล่านั้นชวนคนมาตรวจเช็กใจอย่างไร เข้าถึงคนได้กว้างแค่ไหน และเมื่อพบคนที่ต้องการความช่วยเหลือ มีระบบดูแลต่ออย่างไรครับ ส่วนในชีวิตจริง จังหวัดที่เงียบสงบก็ยังอาจมีคนเผชิญหนี้สิน งานไม่มั่นคง ความโดดเดี่ยว หรือเดินทางไปรับความช่วยเหลือได้ยาก จำนวนคนรอบตัวจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ เรายังต้องรับฟังว่าชีวิตของแต่ละคนมีเงื่อนไขให้พักและฟื้นตัวมากเพียงใดครับ
.
.
แล้วสามจังหวัดที่มีคะแนนสูงปัญหาสุขภาพจิตสูงที่สุดคือ…
อันดับ3 กรุงเทพมหานคร 125.10 คะแนน
อันดับ2 ปทุมธานี 126.51 คะแนน
อันดับ1 ภูเก็ต 128.43 คะแนน
.
.
ตามข้อความสรุปในรายงาน ชื่อเหล่านี้ชวนให้เรามองอีกด้านของพื้นที่ที่มีธุรกิจ การจ้างงาน และโอกาสมากมายว่า คนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นมีเวลา เงิน และแรงเหลือพอจะดูแลตัวเองหรือไม่ เพราะการมีทรัพยากรอยู่ใกล้ไม่ได้แปลว่าเข้าถึงได้จริงเสมอไปครับ
.
เราอาจอยู่ใกล้สวนสาธารณะ แต่กลับถึงบ้านหลังหมดแรงจะเดิน อยู่ใกล้เพื่อนหลายคน แต่หาเวลาว่างตรงกันไม่ได้ หรืออยู่ใกล้โรงพยาบาล แต่การลางานไปพบแพทย์หมายถึงรายได้ที่หายไปครับ การบอกให้คนพักผ่อน ออกกำลังกาย หรือไปขอความช่วยเหลือจึงจะมีประโยชน์มากขึ้น เมื่อเราเข้าใจด้วยว่าอะไรขวางเขาอยู่ ที่ทำงานและเมืองจึงมีส่วนช่วยได้ผ่านภาระงานที่เหมาะสม ตารางงานที่คาดการณ์ได้ การเดินทางที่ประหยัดเวลาชีวิต และบริการดูแลใจที่คนใช้ได้จริงครับ
.
.
สำหรับตัวเรา ก่อนจะตำหนิตัวเองว่าอ่อนแอ ลองถามอย่างเป็นธรรมว่า ช่วงนี้อะไรใช้พลังเราไปมากที่สุด เรานอนพอไหม มีภาระอะไรเพิ่มขึ้น และสิ่งที่เคยช่วยเติมพลังหายไปจากชีวิตตั้งแต่เมื่อไรครับ ถ้ากลับบ้านแล้วอยากเงียบสักพัก เราอาจบอกคนที่รักว่า “วันนี้เราเหนื่อยมาก ขอพักตั้งหลักก่อน แล้วค่อยคุยกันนะ” เพื่อให้ความเหนื่อยมีคำอธิบาย และความสัมพันธ์ยังมีพื้นที่อยู่ครับ
.
.
รายชื่อจังหวัดทั้งสองฝั่งควรพาเราไปสู่การรับฟังและการดูแลมากขึ้นครับ ใจคนคล้ายต้นไม้ที่ต้องอาศัยทั้งน้ำ แสง และพื้นที่ให้รากเติบโต เมื่อมันเริ่มเหี่ยว เราควรตรวจดูทั้งตัวต้นไม้และสภาพที่มันกำลังเติบโตอยู่ เช่นเดียวกับวันที่เราหมดแรง การดูแลตัวเองมีคุณค่า และการปรับเงื่อนไขชีวิตให้มีโอกาสฟื้นตัวก็สำคัญครับ บางทีคำถามที่เราอยากถามตัวเองวันนี้จึงเป็นว่า “ชีวิตที่เราใช้ทุกวัน เหลือพื้นที่ให้เราได้พักและเติบโตมากเพียงใด” ครับ
.
By…คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา
٩(^‿^)۶ [ ]–[“””””|”””””|”””””|]>——
คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา

Related Articles

Back to top button
X